ยาคุมกำเนิดทำให้เป็นมะเร็งจริงไหม

ความกังวลว่า “ยาคุมกำเนิดทำให้เป็นมะเร็ง” เป็นหนึ่งในประเด็นสุขภาพผู้หญิงที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ แต่ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างยาคุมกับโรคมะเร็งมีความซับซ้อนกว่าคำตอบแบบใช่หรือไม่ใช่

ยาคุมกำเนิดบางชนิดอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยของมะเร็งบางประเภทในช่วงที่ใช้ยา ขณะเดียวกันก็มีหลักฐานว่าช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้

องค์การอนามัยโลก ระบุว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งในหลายมิติ โดยสามารถช่วยป้องกันมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ แต่ผู้ใช้บางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงมะเร็งบางชนิดเพิ่มขึ้น จึงควรเลือกวิธีคุมกำเนิดตามประวัติสุขภาพของแต่ละคน

ยาคุมกำเนิดทำให้เป็นมะเร็งหรือไม่?

อับลา อัลฟี รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและประชากรของอียิปต์ ซึ่งรับผิดชอบด้านประชากรและการพัฒนาครอบครัว ระบุว่า ข่าวลือที่เชื่อมโยงการใช้วิธีคุมกำเนิดกับการเกิดโรคมะเร็งนั้นไม่ถูกต้อง หากกล่าวแบบเหมารวม

เธอชี้ว่า หลักฐานทางการแพทย์และงานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบทั้งในระดับประเทศและนานาชาติแสดงให้เห็นว่า วิธีคุมกำเนิดบางชนิดอาจทำหน้าที่เสมือนแนวป้องกันทางการแพทย์ ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งร้ายแรงบางประเภทในผู้หญิงได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ ยาคุมกำเนิดไม่ใช่ยาชนิดเดียวกันทั้งหมด และสุขภาพของผู้ใช้แต่ละคนก็แตกต่างกัน จึงไม่ควรเลือกใช้ยาเพียงเพราะคำแนะนำจากคนใกล้ตัวหรือข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์

ยาคุมช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งชนิดใดบ้าง?

อูลา คูร์ชีด ศาสตราจารย์ด้านการรักษามะเร็ง และหัวหน้าภาควิชารักษามะเร็งของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ มหาวิทยาลัยไคโร อธิบายว่า ยาคุมกำเนิดเป็นวิธีที่ผู้หญิงจำนวนมากใช้ได้อย่างปลอดภัย และไม่ควรสรุปว่ายาคุม “ก่อมะเร็ง” ตามความเข้าใจทั่วไป

เธอระบุว่า ยาคุมกำเนิดอาจช่วยลดความเสี่ยงของเนื้องอกหรือมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งอาจลดความเสี่ยงได้สูงถึงราว 50%

ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ National Cancer Institute ก็ระบุในทิศทางเดียวกันว่า งานวิจัยจำนวนมากพบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดกับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ (ข้อมูลมะเร็งครบวงจร)

แล้วความเสี่ยงมะเร็งเต้านมล่ะ?

คูร์ชีดอธิบายว่า ยาคุมกำเนิดไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งโดยตรง แต่ในผู้หญิงบางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงที่ใช้ยา โดยเฉพาะความเสี่ยงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

ความเสี่ยงดังกล่าวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ระยะเวลาการใช้ยา ประวัติสุขภาพส่วนตัว ประวัติครอบครัว และการมีความผิดปกติทางพันธุกรรม

งานวิจัยบางส่วนพบว่าผู้ใช้ยาคุมชนิดฮอร์โมนในปัจจุบันหรือเพิ่งหยุดใช้ไม่นาน อาจมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยใช้ แต่ความเสี่ยงสัมบูรณ์ในผู้หญิงอายุน้อยยังอยู่ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มลดลงหลังหยุดใช้ยา (Cancer Council Australia)

คูร์ชีดระบุว่า ความเสี่ยงนี้จะลดลงหลังหยุดใช้ยา และอาจกลับสู่ระดับปกติภายในเวลาประมาณ 10 ปี ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากองค์กรด้านมะเร็งหลายแห่งที่ระบุว่าความเสี่ยงจะค่อยๆ ลดลงเมื่อหยุดใช้ยา (Cancer Council Australia)

ใครบ้างที่ควรระวังการใช้ยาคุมกำเนิด?

ผู้หญิงที่มีประวัติมะเร็งเต้านม หรือเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน ไม่ควรเริ่มใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหลายราย มีการกลายพันธุ์ของยีน เช่น BRCA1 หรือ BRCA2 มีประวัติลิ่มเลือดอุดตัน โรคหัวใจ หรือไมเกรนบางชนิด ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนเลือกวิธีคุมกำเนิด

แนวทางของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ CDC ใช้เกณฑ์ทางการแพทย์เพื่อประเมินว่าวิธีคุมกำเนิดใดเหมาะสมหรือมีความเสี่ยงต่อผู้ใช้แต่ละกลุ่ม โดยผู้ที่มีมะเร็งเต้านมในปัจจุบันถือเป็นกลุ่มที่ไม่ควรใช้วิธีคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนบางประเภท (CDC)

ยาคุม ฮอร์โมน และห่วงคุมกำเนิด ต่างกันอย่างไร?

คูร์ชีดระบุว่า วิธีคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนไม่ได้มีเฉพาะยาเม็ดคุมกำเนิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงห่วงอนามัยชนิดฮอร์โมน แผ่นแปะคุมกำเนิด และวิธีคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนอื่นๆ

ส่วนห่วงอนามัยทองแดงเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ไม่ใช้ฮอร์โมน จึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการใช้ฮอร์โมน แต่การเลือกใช้ยังควรผ่านการประเมินจากแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุข

ก่อนเริ่มใช้ยาคุม ควรปรึกษาใคร?

การเลือกยาคุมกำเนิดไม่ควรใช้แนวคิดว่า “ยี่ห้อไหนดีที่สุด” เพราะไม่มีวิธีใดที่เหมาะกับผู้หญิงทุกคน

ก่อนเริ่มใช้ ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับประวัติโรคประจำตัว ประวัติลิ่มเลือดอุดตัน อาการไมเกรน การสูบบุหรี่ อายุ ประวัติมะเร็งในครอบครัว รวมถึงยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ

ยาคุมกำเนิดอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประโยชน์สำหรับผู้หญิงจำนวนมาก แต่การใช้ให้เหมาะสมต้องอาศัยการประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล ไม่ใช่ตัดสินจากข่าวลือหรือความกลัวเพียงอย่างเดียว

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ผู้ที่กำลังใช้หรือวางแผนใช้ยาคุมกำเนิดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะหากมีประวัติมะเร็งเต้านม ลิ่มเลือดอุดตัน โรคหัวใจ หรือไมเกรน

 

Source: https://www.skynewsarabia.com