หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ประเมินว่า อายะตุลเลาะห์ มุจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน มีท่าทีเปิดกว้างต่อการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าบิดาของเขา อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอล ตามรายงานของ เดอะนิวยอร์กไทมส์
รายงานระบุว่า การประเมินดังกล่าวจัดทำขึ้นก่อนสงครามปัจจุบันจะปะทุ โดยอ้างอิงข้อมูลจากหลายแหล่ง รวมถึงการดักฟังการสื่อสาร ซึ่งชี้ว่า มุจตาบา คาเมเนอี มีความลังเลต่อการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์น้อยกว่าบิดา
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ย้ำว่า การประเมินดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์จากข้อมูลข่าวกรองที่มีอยู่ก่อนหน้าที่มุจตาบาจะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด ไม่ใช่ข้อมูลข่าวกรองใหม่ที่ได้มาภายหลัง
แม้ทางการอิหร่านจะยืนยันมาโดยตลอดว่า โครงการนิวเคลียร์มีวัตถุประสงค์เพื่อสันติ แต่หน่วยข่าวกรองชาติตะวันตกส่วนใหญ่ไม่เชื่อคำอธิบายดังกล่าว ขณะที่อิสราเอลระบุว่า อิหร่านได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างที่บ่งชี้ถึงการมุ่งสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า สหรัฐฯ เชื่อว่ากลุ่มอิทธิพลภายในอิหร่านที่สนับสนุนการสร้างศักยภาพด้านนิวเคลียร์เพื่อการยับยั้ง (Nuclear Deterrent) มีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยให้เหตุผลว่า อิหร่านจำเป็นต้องมีอาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันการโจมตีทางทหารในอนาคต
ขณะเดียวกัน เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า หน่วยข่าวกรองอิสราเอลเชื่อว่า อิหร่านได้เคลื่อนย้ายเครื่องหมุนเหวี่ยงเสริมสมรรถนะยูเรเนียม (Centrifuges) หลายพันเครื่องเข้าไปยังฐานใต้ดินที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาใกล้เมืองนาทานซ์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “ภูเขาพิกแอกซ์” (Pickaxe Mountain)
รายงานระบุว่า สิ่งอำนวยความสะดวกแห่งนี้ถูกสร้างลึกลงไปใต้ภูเขา ทำให้มีความทนทานต่อการโจมตีทางอากาศอย่างมาก ขณะที่ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าเครื่องหมุนเหวี่ยงดังกล่าวถูกเคลื่อนย้ายมาจากที่ใด
นอกจากนี้ อิหร่านยังปฏิเสธไม่ให้ผู้ตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว และเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานภายในเพียงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ค. เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า
“กิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านได้รับการแจ้งต่อ IAEA อย่างครบถ้วนตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงการตรวจสอบ… แล้วผู้อำนวยการใหญ่ IAEA ซึ่งกำลังเป็นผู้สมัครเลขาธิการสหประชาชาติอยู่ที่ไหน?”
รายงานระบุว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวอาจสะท้อนว่า อิหร่านพร้อมเปิดทางให้มีการตรวจสอบอีกครั้ง โดยภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ในสมัยอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา อิหร่านเคยอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบระหว่างประเทศเข้าถึงโรงงานนิวเคลียร์ได้อย่างกว้างขวาง
ก่อนหน้านี้ ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA เปิดเผยว่า อิหร่านได้แจ้งความตั้งใจที่จะดำเนินกิจกรรมด้านนิวเคลียร์ในฐานใต้ดินแห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2021 และมีรายงานว่าผู้บัญชาการทหารอิหร่านเชื่อว่าฐานดังกล่าวสามารถต้านทานการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ได้ รวมถึงมีการเสริมการป้องกันเพื่อรับมือการบุกโจมตีภาคพื้นดินจากหน่วยรบพิเศษ
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเพิ่มสูงขึ้น หลังข้อตกลงหยุดยิงระยะสั้นล่มลง และบันทึกความเข้าใจทางการทูตเมื่อเดือนมิถุนายนไม่สามารถยุติการสู้รบได้ โดยสหรัฐฯ ได้ขยายปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในภูมิภาค
รายงานยังระบุว่า ก่อนการสู้รบระลอกล่าสุด IAEA ประเมินว่า อิหร่านมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับ 60% สะสมมากกว่า 440 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าใกล้ระดับที่ใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ และหากผ่านกระบวนการเพิ่มความเข้มข้นอีก ก็อาจเพียงพอสำหรับการผลิตหัวรบนิวเคลียร์ได้หลายหัว








