โซฟี แทตเชอร์ (Sophie Thatcher) นักแสดงดาวรุ่งวัย 25 ปีจากซีรีส์ Yellowjackets เปิดใจผ่านการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Variety ถึงการตัดสินใจใช้ชื่อเสียงของตัวเองเพื่อพูดถึงวิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา แม้จะรู้ว่าประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลต่อเส้นทางอาชีพในฮอลลีวูดก็ตาม

บทสัมภาษณ์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ในช่วงที่แทตเชอร์กำลังได้รับความสนใจจากผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่ Her Private Hell โดย Variety พาไปสำรวจทั้งเส้นทางชีวิต การเติบโตในฮอลลีวูด งานแสดง ดนตรี และมุมมองต่อประเด็นสังคม รวมถึงเหตุผลที่เธอเลือกใช้ชื่อเสียงของตัวเองพูดถึงวิกฤตในกาซา

ตอนหนึ่งของสัมภาษณ์ เมื่อผู้สื่อข่าว Variety ถามว่า เหตุใดเธอจึงเลือกออกมาแสดงความคิดเห็น ทั้งที่นักแสดงหลายคนเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือเผชิญผลกระทบจากการแสดงจุดยืนเกี่ยวกับกาซา

แทตเชอร์ตอบว่า สำหรับเธอแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างอาชีพกับชีวิตของผู้คน

“สำหรับฉันแล้ว ไม่มีอะไรต้องเสีย ชีวิตของฉันจะสำคัญไปกว่าชีวิตของคนอื่นได้อย่างไร อาชีพของฉันไม่มีความหมายเมื่อเทียบกับชีวิตของผู้คน ใครจะสนเรื่องนั้นกัน นั่นคือสิ่งแรกที่ฉันคิด”

เธอกล่าวว่า การมีผู้ติดตามจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองมีหน้าที่ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการสร้างการรับรู้ แม้จะเชื่อว่าการโพสต์ข้อความเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

“ฉันมีผู้ติดตามที่ยังอายุน้อยและได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่เห็น หากฉันช่วยเปลี่ยนมุมมองหรือทำให้พวกเขาได้คิด นั่นก็คือสิ่งที่ฉันทำได้ แต่การโพสต์อย่างเดียวไม่พอ คุณต้องบริจาค ต้องออกไปประท้วง การโพสต์เป็นเพียงขั้นต่ำที่สุด”

นอกจากประเด็นกาซาแล้ว Variety ยังชวนแทตเชอร์พูดถึงโลกโซเชียลมีเดีย หลังเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า “Twitter เป็นพื้นที่ที่แย่มาก”

นักแสดงสาวอธิบายว่า เธอรู้สึกว่าผู้คนบนแพลตฟอร์มดังกล่าวมักคิดว่าตัวเองสามารถพูดอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ และบรรยากาศเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

“ทุกครั้งที่ฉันนึกถึง Twitter ฉันจะนึกถึงโดนัลด์ ทรัมป์ มันทำนึกถึงแต่ความเกลียดชัง ทุกครั้งที่ฉันเข้าไป สิ่งที่เห็นก็คือความเกลียดชัง ซึ่งฉันไม่ต้องการ”

เธอยังยอมรับว่า อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มทำให้เธอหลีกเลี่ยงความคิดเห็นที่มีต่อตัวเองได้ยาก และการเห็นข้อความเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลาก็ส่งผลต่อสภาพจิตใจ

“ฉันไม่จำเป็นต้องเห็นคนอื่นคิดอย่างไรกับตัวเอง เพราะมันยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแย่กว่าเดิม”

อย่างไรก็ตาม บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่ได้พูดถึงการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนเส้นทางอาชีพของนักแสดงวัย 25 ปี ซึ่งกำลังได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองของฮอลลีวูด

แทตเชอร์เริ่มเป็นที่รู้จักจากบท นาตาลี สกาเตอร์ซิโอ วัยเยาว์ ในซีรีส์ Yellowjackets ก่อนจะได้รับคำชื่นชมจากบทบาทในภาพยนตร์สยองขวัญ Heretic ประกบ ฮิวจ์ แกรนต์ และ Companion จนหลายสื่อยกให้เป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของวงการในขณะนี้

จากผลงานใน Heretic, Companion และ Yellowjackets ทำให้แทตเชอร์เริ่มถูกสื่อหลายแห่งจับตามองในฐานะ “Scream Queen” คนใหม่ของฮอลลีวูด อย่างไรก็ตาม เธอบอกกับ Variety ว่า ไม่ต้องการจำกัดตัวเองอยู่เพียงภาพยนตร์สยองขวัญ และยังสนใจบทบาทที่มีความหลากหลาย รวมถึงงานที่ท้าทายตัวเองในรูปแบบใหม่ๆ

แทตเชอร์ยังเปิดเผยว่า เธอเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว และในช่วงเริ่มต้นอาชีพมักรู้สึกไม่เข้าพวกกับสังคมในฮอลลีวูด แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเองมากขึ้น และเชื่อว่าการไม่พยายามเป็นเหมือนคนอื่น กลับกลายเป็นจุดแข็งของเธอในฐานะนักแสดง

นอกจากงานแสดงแล้ว แทตเชอร์ยังทำงานด้านดนตรีควบคู่กัน โดยเธอปล่อยผลงานเพลงในแนวอินดี้และดรีมป็อป พร้อมเปิดเผยว่า การแต่งเพลงเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ช่วยให้เธอได้ระบายความรู้สึกและแสดงตัวตนในแบบที่แตกต่างจากการสวมบทบาทเป็นตัวละครบนจอภาพยนตร์

อีกหนึ่งผลงานที่เธอภาคภูมิใจคือภาพยนตร์ Her Private Hell กำกับโดย นิโคลัส เวนดิง เรฟน์ ผู้กำกับ Drive โดยแทตเชอร์รับบทเป็นนางแบบสาวที่ต้องเผชิญโลกแฟชั่นอันมืดหม่น ท่ามกลางการแข่งขัน ความโดดเดี่ยว และแรงกดดันทางจิตใจ ซึ่งเธอมองว่าเป็นหนึ่งในบทบาทที่ท้าทายที่สุดในเส้นทางนักแสดงของเธอ