จากข้อสงสัยต่อสถานที่ประกอบศาสนกิจ “ชาบัด” ของชาวยิวอิสราเอล ในป่าตอง จ.ภูเก็ต ซึ่งปิดกั้นพื้นที่อย่างมิดชิดจนถูกตั้งคำถามถึงสิทธิสภาพนอกอาณาเขต กลายเป็นจุดเริ่มต้นของรายงานพิเศษที่ขยายไปถึงโครงสร้างผู้บริหารและธุรกิจ เมื่อพบข้อมูลว่ากรรมการบริหารชาบัดเป็นอดีตชาวอิสราเอลและอเมริกันที่ได้รับสัญชาติไทย ก่อนเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาเครือข่ายนอมินี 361 บริษัท

ประเด็นดังกล่าวถูกนำเสนอในรายงานพิเศษของ สำนักข่าวไทย อสมท. ที่เผยแพร่เมื่อ 7 ส.ค. ภายใต้การตรวจสอบสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวยิวในพื้นที่ป่าตอง และขยายผลไปยังโครงสร้างทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

จุดเริ่มต้นของเรื่องอยู่ที่ลักษณะของสถานที่ชาบัดบนถนนราชอุทิศ 200 ปี ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งถูกปิดกั้นทางเข้าอย่างมิดชิด จนเจ้าหน้าที่ตั้งคำถามว่าเหตุใดสถานที่ประกอบศาสนกิจแห่งนี้จึงมีลักษณะแตกต่างจากสถานที่ประกอบศาสนกิจทั่วไป

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ คำตอบจากฝ่ายรัฐกลับชัดเจนว่า ชาบัดไม่ได้มีสถานะเป็นพื้นที่ของชาติอื่น และไม่มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ลงพื้นที่ด้วยตนเองย้ำว่า ชาบัดไม่ใช่เขตยกเว้นหรือพื้นที่เอกสิทธิ์ของชาติใด แต่เป็นพื้นที่ของประเทศไทย และต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทยเช่นเดียวกับสถานที่อื่น

จากคำถามเรื่องสถานที่ รายงานพิเศษของสำนักข่าวไทยจึงขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ ใครเป็นผู้บริหาร ใครเป็นเจ้าของ และธุรกิจที่อยู่ภายในสถานที่ดังกล่าวมีโครงสร้างอย่างไร

จากสถานที่ประกอบศาสนกิจสู่โครงสร้างธุรกิจ

การตรวจสอบพบว่า อาคารชาบัด 5 ชั้นในป่าตองไม่ได้มีเพียงพื้นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังแบ่งพื้นที่สำหรับกิจกรรมอื่น รวมถึง “ร้านอาหาร” ตามหลักโคเชอร์ของชาวยิว

รายงานระบุว่า ร้านอาหารดังกล่าวเป็นสาขาที่ 4 จากทั้งหมด 10 สาขาของธุรกิจที่ดำเนินกิจการในประเทศไทย และจดทะเบียนในนามบริษัท เดอะ โคเชอร์ เพลส (ไทยแลนด์) จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ

แต่จุดที่ทำให้การตรวจสอบขยายวงกว้างขึ้น คือข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่อยู่ในโครงสร้างของบริษัท

รายงานพิเศษของสำนักข่าวไทยระบุว่า กรรมการบริหารชาบัดทั้งหมดเป็นอดีตชาวอิสราเอลและอเมริกันที่ได้รับสัญชาติไทยภายหลัง ขณะที่ข้อมูลในส่วนของบริษัทระบุถึงกรรมการผู้ถือหุ้น 3 รายซึ่งถือบัตรประชาชนไทยทั้งหมด แต่ไม่ได้เป็นคนไทยโดยกำเนิด และเป็นแรบไบหรือผู้นำสูงสุดด้านจิตวิญญาณของชาวยิว

กล่าวอีกอย่างคือ บุคคลที่อยู่ในโครงสร้างดังกล่าวมีสถานะเป็นคนไทยตามกฎหมายในปัจจุบัน แต่มีประวัติเดิมเป็นชาวต่างชาติ และได้รับสัญชาติไทยภายหลัง

‘สัญชาติไทย’ กับคำถามที่ใหญ่กว่าการได้สัญชาติ

ข้อมูลจากฝ่ายชุดสืบสวนที่เปิดเผยกับสำนักข่าวไทยระบุว่า ในบรรดาผู้ถือหุ้นดังกล่าว มี 2 รายได้รับสัญชาติไทยเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 ในช่วงที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

การตรวจสอบหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักยังพบว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ได้มีสัญชาติไทยมาตั้งแต่ต้น แต่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นไทยภายหลัง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การได้รับสัญชาติไทย เพราะเมื่อได้รับสัญชาติแล้ว บุคคลย่อมมีศักดิ์และสิทธิตามกฎหมายเช่นเดียวกับคนไทย

คำถามสำคัญที่ชุดสืบสวนต้องการหาคำตอบจึงอยู่ที่ว่า สถานะความเป็นคนไทยถูกนำไปใช้ในโครงสร้างธุรกิจอย่างไร และมีการใช้เพื่ออำพรางสิทธิของทุนต่างชาติหรือไม่

นี่คือจุดที่เรื่องชาบัดป่าตองเริ่มเชื่อมโยงเข้ากับปัญหา “นอมินี” ซึ่งเป็นประเด็นที่หน่วยงานรัฐกำลังขยายผลในวงกว้าง

361 บริษัทในข่ายนอมินี

รายงานพิเศษของสำนักข่าวไทยระบุว่า กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์กำลังร่วมกันตรวจสอบรายชื่อบริษัทจำนวนมาก โดยข้อมูลจากชุดสืบสวนระบุว่า ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินีแล้ว 361 บริษัท

การตรวจสอบไม่ได้จำกัดเฉพาะพื้นที่ป่าตอง แต่ขยายไปยังเมืองท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง ทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย พังงา ปาย และเชียงใหม่

รูปแบบที่ฝ่ายสืบสวนจับตาคือกรณีที่บุคคลต่างชาติอาจใช้บุคคลที่มีสัญชาติไทยเข้ามาถือหุ้นหรือจัดตั้งนิติบุคคล เพื่อทำให้ธุรกิจมีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย และสามารถเข้าถึงสิทธิในการประกอบธุรกิจหรือถือครองทรัพย์สินบางประเภทได้

หากตรวจพบว่ามีการใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นแทนชาวต่างชาติเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมาย ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมายเป็นรายกรณี

ธุรกิจรอบชาบัดกับภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ

รายงานยังพาไปดูพื้นที่โดยรอบชาบัด ซึ่งพบธุรกิจหลายประเภท เช่น ร้านอาหารและร้านเช่ารถ โดยบางแห่งใช้ภาษาฮิบรูในการสื่อสารกับลูกค้า

ประเด็นนี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับข้อสังเกตที่ว่า ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทยกำลังเกิดชุมชนและเครือข่ายธุรกิจของชาวต่างชาติขึ้นเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การมีผู้ประกอบการต่างชาติ การใช้ภาษาต่างประเทศ หรือการประกอบธุรกิจที่มุ่งให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าธุรกิจนั้นเป็นนอมินี สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือโครงสร้างการถือหุ้นและการควบคุมกิจการ รวมถึงการดำเนินการสอดคล้องกับกฎหมายไทยหรือไม่

แต่ในมุมของฝ่ายสืบสวน ปัญหานอมินีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการทำผิดกฎหมายธุรกิจ หากขยายตัวเป็นวงกว้าง ก็อาจกระทบต่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจ รายได้ภาษี และการเข้าถึงทรัพยากรของคนไทย

ช่องโหว่กฎหมายกับทุนข้ามชาติ

รายงานพิเศษของสำนักข่าวไทยยังตั้งคำถามไปถึงโครงสร้างกฎหมายของไทย โดยเฉพาะกฎระเบียบด้านการลงทุนและการถือครองทรัพย์สินที่ถูกออกแบบขึ้นในช่วงหลายสิบปีก่อน

ในเวลานั้น ไทยต้องการดึงเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุน จึงมีการออกกฎระเบียบเพื่อรองรับการลงทุน แต่เมื่อรูปแบบการเคลื่อนย้ายทุนและการลงทุนระหว่างประเทศเปลี่ยนไป ช่องโหว่บางประการอาจถูกนำมาใช้ในรูปแบบที่กฎหมายเดิมไม่ได้คาดการณ์ไว้

ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงมองว่าการแก้ปัญหาอาจต้องไปไกลกว่าการตรวจจับบริษัทที่เป็นนอมินี แต่รวมถึงการทบทวนกฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการถือหุ้น การแปลงสัญชาติ และการลงทุนของทุนต่างชาติ

ข้อเสนอที่ถูกพูดถึงมีตั้งแต่การปรับปรุงกฎหมาย ไปจนถึงการกำหนดมาตรการด้านสิทธิ โควตา หรือภาษี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายในการเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

จาก ‘ชาบัดป่าตอง’ สู่คำถามเรื่องอธิปไตยทางเศรษฐกิจ

สิ่งที่เริ่มต้นจากคำถามว่าเหตุใดสถานที่ประกอบศาสนกิจแห่งหนึ่งในป่าตองจึงปิดกั้นพื้นที่อย่างมิดชิด จึงกลายเป็นการตรวจสอบที่ขยายไปถึงโครงสร้างบุคคล นิติบุคคล และเครือข่ายธุรกิจ

รายงานพิเศษของสำนักข่าวไทยนำเสนอข้อมูลว่า กรรมการบริหารชาบัดเป็นอดีตชาวอิสราเอลและอเมริกันที่ได้รับสัญชาติไทย ขณะที่การตรวจสอบโครงสร้างบริษัทที่เกี่ยวข้องนำไปสู่ข้อมูลเรื่องบริษัทนอมินี 361 แห่ง

สำหรับฝ่ายรัฐ ประเด็นสำคัญไม่ใช่เชื้อชาติหรือศาสนาของบุคคล แต่คือการตรวจสอบว่าการใช้สถานะทางกฎหมายและโครงสร้างนิติบุคคลเป็นไปโดยถูกต้องหรือไม่

หากพบการใช้บุคคลไทยเป็นตัวแทนเพื่ออำพรางสิทธิของทุนต่างชาติจริง ปัญหาจะไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่จะกลายเป็นคำถามใหญ่ต่อระบบกฎหมายไทยว่า สามารถป้องกันไม่ให้ทุนข้ามชาติใช้ช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาควบคุมธุรกิจ ที่ดิน และทรัพยากรทางเศรษฐกิจของประเทศได้มากน้อยเพียงใด

และนั่นคือเหตุผลที่เรื่อง “ชาบัดป่าตอง” กำลังถูกจับตามองมากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต