ประเด็นการคัดเลือกผู้เข้าศึกษาหลักสูตร ปปร. รุ่น 30 ของสถาบันพระปกเกล้า กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลัง นายปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ “ดร.แก้ว” ผู้แจ้งความกล่าวหาเรียกรับเงิน 500,000 บาท แลกโควตาเข้าเรียน ได้ถอนคำร้องทุกข์ในเวลาต่อมา ขณะที่เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายืนยันว่าข้อกล่าวหาเป็นเรื่อง “เลื่อนลอยและไม่เป็นความจริง”
ตามรายงานข่าว ระบุว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายปรเมศร์เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อแจ้งความกล่าวหา ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ ร.ต.อ.นันทิพัฒน์ นิราศ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง โดยอ้างว่ามีการเรียกรับเงินจำนวน 500,000 บาท และอ้างว่าสามารถเพิ่มโควตาเข้าศึกษาหลักสูตร ปปร. รุ่น 30 ได้
ต่อมาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า นายปรเมศร์ได้เดินทางกลับไปยัง สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อถอนคำร้องทุกข์ โดยมีรายงานข่าวอ้างว่าได้มีการเจรจาไกล่เกลี่ย และมีการกล่าวอ้างว่าได้คืนเงินจำนวน 500,000 บาท ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทุกฝ่าย
ก่อนหน้านี้ ดร.อิสระได้ออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้เงินหรือผลประโยชน์เพื่อให้ได้รับคัดเลือกเข้าเรียนหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้านั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ “เลื่อนลอยและไม่เป็นความจริง”
เปิดประวัติ “ดร.แก้ว”
จากการตรวจสอบข้อมูลสาธารณะ พบว่า นายปรเมศร์เคยเปลี่ยนชื่อและนามสกุลหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อ นายชัยรัตน์ จำนงค์การ ในปี 2564 ก่อนเปลี่ยนเป็น นายชับเมศร์ มิลินจินดา และ นายชัยเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ ในปี 2568 กระทั่งใช้ชื่อปัจจุบันคือ นายปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์
ประวัติการศึกษาระบุว่า สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี และระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยปทุมธานี
นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ดร.แก้วช่วยได้” และเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาและคณะกรรมการในหลายหน่วยงาน ทั้งในแวดวงการเมือง รัฐสภา และองค์กรด้านตำรวจ รวมถึงมีข้อมูลสาธารณะระบุว่าเคยดำรงตำแหน่งเกี่ยวข้องกับ กต.ตร. ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี
ประเด็นที่ยังถูกจับตา
อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกต คือ การแจ้งความและถอนคำร้องทุกข์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ ซึ่งเป็นสถานีตำรวจเดียวกับที่มีข้อมูลสาธารณะระบุว่า นายปรเมศร์เคยดำรงตำแหน่งประธาน กต.ตร. อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่ยืนยันว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อการดำเนินคดีแต่อย่างใด
ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ตั้งคำถามว่า คดีนี้อาจเกี่ยวข้องกับความพยายาม “เขย่าเก้าอี้” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้านั้น ปัจจุบันยังเป็นเพียงข้อสังเกตในพื้นที่สาธารณะ และยังไม่มีหลักฐานยืนยัน
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป คือ เหตุผลของการถอนคำร้องทุกข์ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเงิน 500,000 บาท และคำชี้แจงจากคู่กรณีรวมถึงพนักงานสอบสวน ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการคลี่คลายข้อเท็จจริงของคดี








