หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่
สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)
มทร.ศรีวิชัย ภายใต้การสนับสนุนของ บพท. รวพ. ขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสม “ตู้อบใบจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานไฟฟ้า” โดยใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันพืชใช้แล้วในชุมชน เพื่อแก้ปัญหาการผลิต “ใบจาก” ตากแห้งที่ต้องพึ่งพาสภาพอากาศ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงและเกษตรกรรม ทั้งปาล์มน้ำมัน ยางพารา รวมถึง “ต้นจาก” ที่มีปลูกต้นจากประมาณ 10,000 ไร่ และมีครัวเรือนประมาณ 2,000 ครัวเรือนที่เกี่ยวข้องทั้งการผลิตใบจากแห้ง น้ำตาลจาก และผลิตภัณฑ์จักสาน โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญคือ “ติหมาใบจาก” กระบวยตักน้ำจากภูมิปัญญาจักสานพื้นบ้านของภาคใต้ ที่ถูกนำมาประยุกต์เป็นภาชนะใส่อาหารและเครื่องดื่มขนาดกะทัดรัดตามกระแสการใช้วัสดุธรรมชาติ จนได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ
แต่ปัญหาคือ ชุมชนไม่สามารถผลิตสินค้าได้ต่อเนื่อง เพราะกระบวนการผลิตที่ต้องพึ่งพาแสงแดดในการอบแห้งใบจาก ขณะที่ภาคใต้มีฝนตกชุก แสงแดดไม่สม่ำเสมอ ทำให้วัตถุดิบเกิดความชื้นสะสม เชื้อรา คุณภาพไม่แน่นอน ส่งผลต่อความมั่นคงทางรายได้ ทำให้ชุมชนไม่สามารถยึดเป็นอาชีพหลักได้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพดล โพชกำเหนิด และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จึงนำองค์ความรู้จากงานวิจัยเชิงพื้นที่ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 มาต่อยอดในโครงการวิจัย “การประยุกต์ใช้และขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้เพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนและเศรษฐกิจฐานราก” กรอบการวิจัย การขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ประจำปีงบประมาณ 2568 ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สังกัดสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมุ่งขยายผลเทคโนโลยี “ตู้อบใบจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานไฟฟ้า” สู่ชุมชนอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เพื่อใช้อบแห้งใบจาก จำนวน 80 ครัวเรือน รวมถึงการนำไปอบแห้งเมล็ดพันธุ์ถั่วหรั่งเพื่อลดระยะเวลาการเตรียมเมล็ดพันธุ์และต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรที่จังหวัดพัทลุง และการอบแห้งลูกตาลโตนดเพื่อทำวุ้นตาลกรอบ การอบแห้งกล้วยตาก ของเกษตรกรจังหวัดสงขลา อีกจำนวน 44 ครัวเรือน (รวมเป็น 124 ครัวเรือน) เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตที่ไม่ต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการอบแห้ง และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ของชุมชน

จุดเด่นของตู้อบใบจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานไฟฟ้า คือ การออกแบบให้ใช้งานง่าย สอดคล้องกับบริบทชุมชน สามารถใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ทั้งโครงสร้างตู้อบที่ทำจากเหล็กและผนังสะสมความร้อนจากวัสดุโพลีคาร์บอเนต อีกทั้งยังปรับระบบความร้อนเสริมจากการใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้า มาใช้ “น้ำมันพืชใช้แล้ว” จากครัวเรือนเป็นเชื้อเพลิงสร้างความร้อนผ่านท่อเหล็ก ก่อนถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ตู้อบ ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี โดยมีต้นทุนการสร้างประมาณ 50,000 บาทต่อเครื่อง มีอายุการใช้งานประมาณ 6-7 ปี
ผศ.นพดล อธิบายเพิ่มเติมว่า การอบแห้งแต่ละรอบใช้น้ำมันพืชใช้แล้วประมาณ 2–3 ลิตร ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง ขณะที่การตากแดดธรรมชาติจะใช้เวลา 1-2 วัน จึงลดระยะเวลาการผลิต ลดความเสี่ยงจากความชื้นและการปนเปื้อน ควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ ตลอดจนเพิ่มระยะเวลาในการจัดเก็บวัตถุดิบ โดยโครงการนี้เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ ทดลองใช้ และปรับปรุงเครื่องมือให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดได้ด้วยตนเอง
“ตู้อบใบจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานไฟฟ้าไม่ใช่แค่ทำให้ใบจากแห้งเร็วขึ้น แต่เปลี่ยนการผลิตที่ต้องรอคอยแสงแดด สู่การผลิตที่ชุมชนสามารถวางแผนควบคุมได้ด้วยตนเอง ทำให้ผลิตสินค้าได้ต่อเนื่อง เพิ่มโอกาสในการรับออเดอร์ เกิดการกระจายงานในพื้นที่ และสร้างรายได้สม่ำเสมอให้ชุมชนตลอดทั้งปี โดยผลการดำเนินโครงการในปีงบประมาณ 2568 ในพื้นที่อำเภอกันตัง พบว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างรายได้ต่อเนื่องให้กับชุมชนได้อย่างชัดเจน กว่า 80 ครัวเรือนเป้าหมายมีรายได้สุทธิมากกว่า 60,000 บาทต่อปี หรือมากกว่า 5,000 บาทต่อเดือน”
นางสุจินต์ ไข่ริน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานก้านจากบ้านนายอดทอง ตำบลวังวน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เล่าว่า ก่อนนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ กลุ่มประสบปัญหาการผลิตจากฝนตกต่อเนื่อง ทำให้วัตถุดิบไม่แห้ง เกิดเชื้อรา ผลิตติหมาใบจากได้เพียงวันละ 300 ชิ้น ไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการของตลาด แต่เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้ทุกวัน โดยกลุ่มเคยผลิตติหมาใบจากได้มากถึง 43,000 ชิ้นต่อเดือน หรือประมาณหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ คิดเป็นมูลค่าราว 300,000–400,000 บาท โดยตนเองยังทำหน้าที่เป็น “นวัตกรชุมชน” ที่เรียนรู้ รับ ปรับใช้เทคโนโลยี รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่คนในชุมชน ทำให้เกิดการขยายผลการใช้เทคโนโลยี และกระจายประโยชน์ตลอดห่วงโซ่การผลิตจาก ทั้งคนตัดใบจาก ลอกใบจาก เหลาก้านจาก จักสานขึ้นรูป และจัดจำหน่าย นอกจากนี้ ยังเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากวัสดุเหลือทิ้ง อย่างไม้กวาดก้านจาก ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุและผู้ไม่มีทักษะด้านการจักสานสามารถรับงานไปทำที่บ้านและสร้างรายได้เสริม
ผศ. นพดล กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานวิจัยสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่เทคโนโลยีที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง หรือการมีนวัตกรชุมชนที่พร้อมเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้เท่านั้น แต่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายในท้องถิ่นด้วย”








