อายะตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกคำเตือนถึงสหรัฐฯ อย่างชัดเจนว่า หากวอชิงตันเป็นฝ่ายเริ่มต้นสงครามในครั้งนี้ ความขัดแย้งจะไม่จำกัดอยู่แค่การเผชิญหน้าทวิภาคี แต่จะขยายตัวเป็น “สงครามระดับภูมิภาค” โดยย้ำว่า ชาวอิหร่านไม่อาจถูกข่มขู่ด้วยถ้อยคำหรือการแสดงกำลังทางทหาร
ตัสนีมสื่อกึ่งทางการอิหร่านรายงานว่า คำกล่าวนี้มีขึ้นระหว่างการพบปะประชาชนจำนวนมากจากหลากหลายภาคส่วน ที่เดินทางเข้าร่วมพิธี ณ ฮูซัยนียะฮ์ อิมามโคมัยนี เนื่องในโอกาสครบรอบวันกลับประเทศของอิมาม รูฮุลเลาะห์ โคมัยนี เมื่อวันอาทิตย์ (1 ก.พ. 69) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ 10 วันอรุณรุ่ง และวาระครบรอบ 47 ปีของการปฏิวัติอิสลามอิหร่าน
คาเมเนอีระบุว่า การที่ผู้นำสหรัฐฯ หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงออกมาพูดถึงทางเลือกทางทหาร ไม่ใช่เรื่องใหม่ พร้อมย้ำว่า วลี “ทุกทางเลือกยังอยู่บนโต๊ะ” ที่วอชิงตันใช้มาโดยตลอด หมายรวมถึงทางเลือกของสงคราม ซึ่งอิหร่านคุ้นชินกับถ้อยคำลักษณะนี้มานานแล้ว
เขากล่าวว่า ชาวอิหร่านไม่ควรถูกทำให้หวาดกลัวด้วยคำขู่เหล่านี้ เพราะประเทศไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้นความขัดแย้ง และไม่มีเจตนารุกรานชาติใด แต่หากมีฝ่ายใดแสดงความทะเยอทะยาน ใช้กำลังโจมตี หรือพยายามกดดัน อิหร่านจะตอบโต้กลับอย่างสาสม โดยย้ำว่า “หากครั้งนี้สหรัฐฯ เป็นผู้ก่อสงคราม สงครามนั้นจะกลายเป็นสงครามระดับภูมิภาค”
ผู้นำสูงสุดอิหร่านยังกล่าวถึงรากเหง้าของความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างเตหะรานกับวอชิงตันที่ดำเนินมากว่าสี่ทศวรรษ โดยสรุปว่า ปัญหาหลักมีเพียงสองคำ คือ “สหรัฐฯ ต้องการกลืนอิหร่าน” แต่ประชาชนอิหร่านและสาธารณรัฐอิสลามยืนหยัดขัดขวางไม่ให้เกิดขึ้น
เขาเปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวด้วยอุปมาเชิงเสียดสีว่า ฝ่ายหนึ่งกล่าวว่า “เรามาขอ” ขณะที่อีกฝ่ายตอบกลับว่า “ไม่มีทาง” ซึ่งในมุมมองของเขา ความขัดแย้งทั้งหมดเกิดจากการที่อิหร่านปฏิเสธไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจภายนอก
คาเมเนอียังชี้ว่า อิหร่านเป็นประเทศที่มีทรัพยากรและศักยภาพทางยุทธศาสตร์จำนวนมาก ทั้งน้ำมัน ก๊าซ แร่ธาตุ และทำเลภูมิศาสตร์ ซึ่งตามธรรมชาติย่อมดึงดูดความสนใจของมหาอำนาจที่มีความทะเยอทะยาน และเคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลต่างชาติมาแล้วในอดีต
เขากล่าวย้อนถึงช่วงเวลากว่า 30 ปีที่สหรัฐฯ มีบทบาทครอบงำอิหร่านในยุคก่อนการปฏิวัติ โดยควบคุมทั้งทรัพยากร พลังงาน นโยบาย ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก่อนจะถูกตัดขาดหลังการล่มสลายของราชวงศ์ปาห์ลาวี และพยายามหวนกลับคืนสู่สถานะเดิม
คาเมเนอีระบุว่า สิ่งที่สหรัฐฯ อ้างถึง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนหรือข้อกล่าวหาอื่น ๆ เป็นเพียงข้ออ้างบังหน้า ขณะที่แก่นแท้ของปัญหาคือ ความทะเยอทะยานในการครอบงำอิหร่าน ซึ่งประชาชนอิหร่านจะยังคงยืนหยัดต่อต้านต่อไป และจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องล้มเลิกความพยายามกดดันในที่สุด








