มุมหนึ่งของผู้หญิงมุสลิม (หุย) ในกรุงปักกิ่ง

369

เป็นเรื่องปกติที่ มุสลิมก่อนจะเดินทางหรือเมื่อเดินทางไปถึงที่ที่แห่งหนึ่งแล้ว อันดับแรกที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องการสรรหา ‘พรรคพวก’ เดียวกัน ในที่นี้หมายถึงกลุ่มที่มีอัตลักษณ์ทางด้านมิติศาสนาเหมือนกัน เพราะเงื่อนไขของศาสนาอิสลาม จึงเป็นเหตุให้มุสลิมมีความทะเยอทะยานทางด้านการสรรหาสังคมทางศาสนา ซึ่งข้าพเจ้าก็เป็นเช่นนั้น

เดือน สิงหาคมปี 2544  เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าเดินทางถึงกรุงปักกิ่ง ก่อนออกเดินทางมีอาจารย์และเพื่อนๆ ที่ให้ข้อมูลเรื่องชุมชนมุสลิมในปักกิ่งบ้างพอหอมปากหอมคอ เมื่อมีโอกาสก็มุ่งไปยังชุมชนมุสลิมที่ใหญ่ที่สุด คือ ชุมชนหนิวเจีย ซึ่งเป็นชุมชนชาวหุยที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในกรุงปักกิ่ง

เมื่อ ถึงชุมชนดังกล่าวสิ่งที่พบเห็นคือมัสยิดเก่าแก่ที่เป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรม จีน และเต็มไปด้วยร้านขายอาหารประเภทแป้ง เกี๊ยวซ่า บะหมี่ และอาหารพื้นเมืองแบบมุสลิมปักกิ่งต่างๆ   เมื่อได้แวะไปชุมชนดังกล่าวบ่อยขึ้น

ข้าพเจ้า ก็เริ่มเกิดคำถามต่างๆ มากมาย ทำไมร้านขายอาหารมุสลิมแทบทุกร้านมีเครื่องดื่มประเภทเหล้าเบียร์ ทำไมไม่ได้ยินเสียงอะซานทั้งๆ อยู่ติดกับมัสยิด และทำไมแทบจะไม่เห็นผู้หญิงที่แสดงสัญลักษณ์ทางศาสนาด้วยการคลุมผมเลย  เป็นต้น

ในฐานะที่เป็นมุ สลิมะห์คนหนึ่ง จึงให้ความสนใจกับประเด็นสุดท้ายมากว่า ทำไมสรรหาสังคมของผู้หญิงมุสลิมผ่านการ ‘มองเห็นผ้าคลุมผม (ฮิญาบ)’ ลำบากจัง?

ก่อนสงครามโลก ครั้งที่สองบริเวณหนิวเจีย ปรากฏมัสยิดสำหรับปฏิบัติศาสนกิจและเรียนศาสนาของสตรีโดยเฉพาะ (ชิงเจินหนี่วซื่อ) และยังพบว่ามีโรงเรียนสำหรับผู้หญิงชาวหุย (ชาวหุย หมายถึงหนึ่งใน ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ที่นับถือศาสนาอิสลามของจีน) ที่ชื่อว่า ‘ซินเย่วหนี่จื่อ’

ทว่า เอกสารที่บันทึกเรื่องราวและเหตุการณ์ของมัสยิดเหล่านี้มีจำกัดมาก แต่ก็เพียงส่วนน้อยเท่า ผู้หญิงชาวหุย ส่วนใหญ่ยังคงรักษาจารีตแบบเดิมคือ ‘ไม่ยอมก้าวออกจากบ้าน’ หลังจากที่โรงเรียนเปิดทำการได้ไม่นานก็ต้องปิดโรงเรียน เพราะไม่มีผู้เรียนทำให้โรงเรียนขาดรายได้ในการสนับสนุน

แม้ว่า ส่วนที่มีโอกาสได้ศึกษาหลังสำเร็จ การศึกษาแล้วก็มิได้ทำงานรับใช้สังคม หลังจากที่จีนสถาปนาเป็นประเทศจีนใหม่ (สาธารณรัฐ    ประชาชาชนจีน) ในปี ค.ศ.1949 ผู้หญิงในจีนเริ่มเข้าสู่ภาวการณ์ปลดปล่อย ทำให้ผู้หญิงชาวหุยพลอยก้าวออกบ้านด้วย มีการจัดตั้งกลุ่มเรียนรู้ต่างๆ เช่น กลุ่มเรียนตัดเย็บ กลุ่มเรียนกฎหมาย กลุ่มเรียนหนังสือ จึงทำให้ผู้หญิงจีนมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง และทางด้านเศรษฐกิจอย่างอย่างชัดเจน

นอกจาก นี้แล้วรัฐยังได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางด้านการศึกษาของกลุ่มชนชาติใน ช่วงเวลาดังกล่าว โดยได้จัดรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสม ดูแลลักษณะความแตกต่างของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ โดยได้จัดให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้เป็นผู้ดูแล จะเห็นได้ว่าหลังการสถาปนาผู้หญิงชาวหุยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่างๆ ค่อนข้างมาก การก้าวออกจากบ้านสู่สังคมของผู้หญิงชาวหุย ก็นับว่าเป็นช่วงที่ ‘ขรุขระ’ อีกช่วงหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ ระหว่างทางเดินนั้นพวกเขามีการปรับตัวอย่างไร?
จากที่ได้พูดคุยกับผู้หญิงชาวหุยสามรุ่น มีคุณย่าอายุประมาณ 80 ปี  เขาเล่าให้ฟังว่า

“สมัย เขาเป็นสาว ซึ่งเป็นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนั้นก็อาศัยอยู่กับบ้าน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านและงานฝีมือบ้าง ในช่วงปกติก็ปฏิบัติศาสนกิจบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าถึงเดือนรอมฏอนก็จะถือศีลอดตามพ่อ เมื่อตัวเองโตขึ้นก็มีคนแนะนำให้แต่งงาน เมื่อผู้ปกครองเห็นด้วยตัวเองก็เห็นดีด้วย”

หลัง จากที่แต่งงานมีลูกสาว ซึ่งขณะนี้เป็นลูกสาววัยเกษียณจากพนักงานรัฐ ตอนนี้ในทุกครั้ง ที่มัสยิดมีการสอนภาษาอาหรับ ลูกสาวก็จะไปเข้าร่วมเรียน เรียนสัปดาห์ละประมาณ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 3 ชั่วโมง  ทุกครั้งที่ลูกสาวไปเรียนที่มัสยิด ลูกสาวจะแต่งกายให้เรียบร้อยตามหลักศาสนา โดยการใส่หมวกสีขาวแทนผ้าคลุมผม     (ฮิญาบ)  เมื่อถามถึงแรงดลใจในการเรียนภาษาอาหรับ ลูกสาวเล่าให้ฟังว่า

“เมื่อ ตอนเป็นเด็กบ้านอยู่ติดมัสยิด เวลามีกิจกรรมอะไรก็ไปเข้าร่วม อย่างเช่นเมื่อถึงเดือนรอมฎอน ก็ไปร่วมทานอาหารละศีลอดที่มัสยิด เพราะช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่มัสยิดดูสวยที่สุดในรอบปี เพราะเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดง  ช่วงที่เป็นสาวตรงกับช่วงปลดปล่อยของสตรี แม้เป็นกลุ่มชาติพันธุ์แต่ก็ได้รับอิทธิพลจากชนกลุ่มใหญ่

ช่วง นั้นนิยมเรื่องการเลือกคู่ครองเอง ตัวเองก็เลยเลือกแต่งงานกับหนุ่มที่ไม่ใช่ชาวหุย และหลังจากที่เข้ารวมกิจกรรมของทางรัฐในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม (ปี 1966-1976) แม้ว่าตัวเองจะมีลูกสาวแล้วสองคน แต่ก็ต้องเลิกรากับแฟนเก่าเพราะความผิดพ้องหมองใจในเรื่องวัฒนธรรม  ปัจจุบันจึงอยู่ร่วมกับสามีคนใหม่  ระหว่างที่ทำงานก็ได้พยายามรักษาวัฒนธรรมของตัวเอง แต่ที่ทำได้ก็เฉพาะการระวังในเรื่องอาหารการกิน ตอนนี้คิดว่าตัวเองมีความรู้เกี่ยวกับศาสนาน้อยไปจึงอยากกลับเข้าไปศึกษา ศาสนาอีกครั้ง ”
เมื่อข้าพเจ้า มีโอกาสพบปะกับหลานสาว ในบ้านของคุณย่า ถ้ามองจากการแต่งตัวจะ ไม่พบกลิ่นอายของความเป็นมุสลิม ตอนนี้   หลานสาวเป็นครูสอนดนตรีที่โรงเรียนประถม  แห่งหนึ่งในชุมชน เมื่อพูดถึงความลำบากใจ     ในเรื่องการคบกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่ใช่ชาวหุย หลานสาวตอบว่า

“ก็รู้สึก เฉยๆ ไม่มีความลำบากใจอะไร เพราะเขาเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมของเรา อาหารที่ทานนั้นโรงเรียนก็ได้จัดให้ ส่วนศาสนกิจต่างๆ ยังไม่ค่อยได้ปฏิบัติ ตอนนี้คบกับแฟนที่ไม่ใช่ชาวหุย แต่ก็จะพยายามให้เขาได้ศึกษาศาสนาอิสลาม”

เมื่อพูดถึงช่องทางที่เปิดกว้างในเรื่องการศึกษาอิสลาม  ลูกสาวบอกว่า “ถ้ามีโอกาสก็อยากศึกษาให้มากกว่านี้เหมือนกัน”

จาก ตัวอย่างดังกล่าวเราสามารถกล่าวได้ว่า บางอย่างของผู้หญิงชาวหุย ที่สืบทอดมาถึงรุ่นหลานได้นั้นเป็นเพราะว่ามีนโยบายเกื้อหนุนจากรัฐ เช่นนโยบายการการเคารพในเรื่องความแตกต่างเกี่ยวกับอาหารการกิน รัฐมีข้อกำหนดไว้ว่าไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนระดับใดๆ ถ้ามีนักเรียนนักศึกษาที่เป็นมุสลิม ก็จะต้องจัดโรงอาหารมุสลิมด้วย

นอกจาก นี้แล้วการอาศัยอยู่ในชุมชนมุสลิมที่ให้ความสะดวกทางด้านต่างๆ อยู่แล้ว ก็เป็นการ“เตือนสติ”ในเรื่องอัตลักษณ์ของตัวเ