ฟังสองด้านหนุน-ค้าน “ลงทะเบียนซิมการ์ด ด้วยระบบตรวจสอบใบหน้า”

ลงทะเบียนซิมการ์ด

จากกรณีกอ.รมน.ภาค 4 ขอให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือค่ายต่างๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ลงทะเบียนซิมการ์ด ด้วยระบบตรวจสอบใบหน้า และอัตลักษณ์ ภายในวันที่ 31 ต.ค.นี้นั้นทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ และวงน้ำชาอย่างกว้างขวางในพื้นที่ ว่าการบังคับให้ประชาชนลงทะเบียนซิมโทรศัพท์และบังคับให้สแกนใบหน้า และอัตลักษณ์นั้น มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ มีทั้งเห็นด้วยและค้านในประเด็นนี้

ทำไม?

นักวิชาการที่ทำงานด้านสันติภาพ เช่นนางสาวสุวรา แก้วนุ้ย โพสต์ทำโพลให้ผู้ไปลงความเห็นกับมาตรการดังกล่าวว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ปรากฏว่ามีผู้เข้าไปให้ความเห็นและร่วมออกเสียงล่าสุดประมาณ 1,300 ราย ตัวเลขผู้เห็นด้วยมีไม่ถึง 10% ส่วนคนจำนวนมากเกิน 90% ไม่เห็นด้วย

#รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ต่อประเด็นการลงทะเบียนซิมการ์ด ด้วยระบบตรวจสอบใบหน้า…

โพสต์โดย Suwara Kaewnuy เมื่อ วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2019

เหตุผลด้านเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย

ในกลุ่มผู้เข้าไปแสดงความเห็นเพิ่มเติมนั้น มีหลายคนที่เห็นว่ามาตรการดังกล่าวจะป้องกันความรุนแรงได้ จึงเห็นด้วย บ้างก็ตำหนิคนที่กล่าวอ้างเรื่องการละเมิดสิทธิว่าเป็นแนวร่วมขบวนการก่อความรุนแรง อย่างไรก็ตามก็มีผู้แสดงความเห็นว่าไม่ต้องการมาตรการดังกล่าวจำนวนมากเช่นกัน หลายคนตั้งคำถามว่า ในการซื้อซิมการ์ดนั้น ผู้ใช้ต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนจดทะเบียนอยู่แล้ว ดังนั้นข้อมูลของผู้ใช้ได้รับการเปิดเผยแล้ว นอกจากนั้นมาตรการนี้ยังเป็นการทำงานซ้ำซ้อนเสียเวลาประชาชน บางรายระบุว่านี่เป็นมาตรการที่จะต้องใช้เงินงบประมาณของประชาชนมาดำเนินการ หากไม่ได้ประโยชน์เพิ่มก็ถือเป็นเรื่องเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ ผู้ใช้อีกส่วนระบุว่า หากจะทำเช่นนี้ก็ควรทำทั้งประเทศ เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการเลือกปฎิบัติ มีผู้ใช้บางรายเห็นว่า มาตรการนี้เป็นการกล่วงล้ำข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินไป(โปรดดู https://prachatai.com/journal/2019/06/83072)

ในเฟสบุคส์ของ ชัยบดี กากะ ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากในภาคภาษามลายูถิ่นปตานี ไม่เห็นด้วยและแสดงเหตุผลมากมายถึงความไม่เหมาะสมรัฐ “จะเอาอะไรกันหนักหนา กับ คนมลายู”

จะเอาอะไรกันหนักหนา กับ คนมลายู

โพสต์โดย ชัยบดี กากะ เมื่อ วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2019

 

ในขณะที่กอ.รมน.ภาค 4 ชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น โดยพ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้เเจงกรณี คำสั่งดังกล่าวเป็นประกาศ กสทช.ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา เเละประกาศเพิ่มเติมในวันที่ 21 มิ.ย. ในการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ หลังพบปัญหาการขโมยตัวตนและอัตลักษณ์ของบุคคลไปทำธุรกรรมทางการเงิน  เช่น การแจ้งโทรศัพท์หายแล้วนำบัตรประชาชนไปซื้อซิมการ์ดตามเบอร์ของผู้อื่นแล้วนำทำธุรกรรมทางการเงิน  นอกจากนี้ยังพบว่า มีการนำซิมการ์ดจากประเทศเพื่อนบ้านและนอกพื้นที่มาก่อนเหตุ โดยเฉพาะเหตุระเบิดรูปปั้นเงือกทอก แหลมสมิหลา อ.เมือง จ.สงขลา เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ซิมการ์ดที่นำจุดชนวนระเบิดถูกสั่งซื้อแค่ใช้อีเมล์ส่วนตัวโดย ครูโรงเรียนตาดีการายหนึ่งใน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ซึ่งรับสารภาพว่าได้สั่งซื้อโดยใช้อีเมล์ จำนวน 10 ซิม แล้วนำมาให้สามีก่อเหตุรุนแรง ยืนยันว่า การลงทะเบียนซิมจะเป็นการปกป้องสิทธิของประชาชนทั่วไปไม่ให้ถูกขโมยตัวตน และแบ่งแยกผู้ก่อเหตุออกจากประชาชนผู้บริสุทธิ์

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ยกเหตุผ