อาห์เมดาบัด (Ahmedabad)–เมืองมนต์เสน่ห์มรดกโลก

50

ตั้งธงไว้จะไปปักหมุดที่ใหม่ๆ ในอินเดียช่วงสิ้นปีนี้ เลยรีบเสิร์ชหาข้อมุลจนไปเจอ “อาห์เมดาบัด” (Ahmedabad) เมืองหลวงเก่ารัฐคุชราตตั้งอยู่ทางตะวันตกของอินเดีย   ซึ่งน่าสนใจเกินกว่าจะเป็นแค่ทางผ่าน หรือจุดแวะพัก เพราะที่นี่เป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องเป็นเมืองมรดกโลกแห่งแรกในอินเดีย และยังเป็นบ้านเกิดของมหาตมะคานธี (Mohandas Gandhi) นักเคลื่อนไหวผู้ทรงอิทธิพลของอินเดียและของโลก เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวยังไม่พลุกพล่านมากนัก ผู้คนท้องถิ่นเป็นมิตร มีสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งด้านคมนาคมที่เดินทางสะดวก มีที่พักกระจายอยู่ทั่วเมือง ร้านอาหารก็พรั่งพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ และเมื่อได้ไปเยือนจะรู้สึกได้ถึงความรุ่งเรืองในอดีตด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามมากมาย  ที่สำคัญสามารถเที่ยวได้อย่างสบายใจสบายกระเป๋า จึงไม่แปลกใจเลยที่เมืองนี้จะเป็นเป้าหมายของเหล่านักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ช่างภาพ และแบคแพคเกอร์ทั้งหลาย

ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในอินเดียได้สะดวกกว่าแต่ก่อนมาก เพราะมีสายการบินที่ให้บริการบินตรงยังจุดหมาย โดยไม่ต้องต่อเครื่องให้วุ่นวายซึ่งไทยสมายล์ เป็นคำตอบที่ดีที่สุดของนักเดินทางที่มีเวลาจำกัด และต้องการความสะดวกสบายแบบขีดสุด ดูจากไฟล์ทบินแล้วไทยสมายล์ สายการบินฟูลเซอร์วิส ที่บินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่ท่าอากาศยานนานาชาติอาห์เมดาบัด สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน คือ จันทร์พุธพฤหัสบดีและศุกร์ นั่นแปลว่าเราสามารถแพลนทริปช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้เลยโดยไม่กระทบเวลางานและเวลาเรียน ส่วนการเดินทางในเมืองนั้น สะดวกสบายด้วยรถแท็กซี่หรือสามล้อราคาถูก หากต้องการสัมผัสกลิ่นอายของอินเดียอย่างใกล้ชิดก็ลองเรียกรถยนต์สามล้อ ระบุสถานที่ให้มั่นเหมาะแล้วตกลงราคาให้ดี จากนั้นก็ลุยเลย

มาถึงอาห์เมดาบัดแล้ว สถานที่สำคัญที่ต้องไปเยือนให้ได้ ก็คือ  “อาศรมของคานธี”  หรืออาศรมซาบาร์มาตี (Sabarmati Ashram) ซึ่งรัฐคุชราตนั้นเป็นเมืองบ้านเกิดของท่านคานธีนั่นเอง อาศรมตั้งอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำซาบาร์มาตี ห่างจากตัวเมืองประมาณ15 นาที ซึ่งปัจจุบันบ้านและศูนย์บัญชาการที่เคยเป็นที่พักของคานธีในระหว่างปีค.ศ. 1915 ถึง 1930 ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาโบราณวัตถุซึ่งเกี่ยวข้องกับคานธีไว้นับร้อยชิ้น นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสจิตวิญญาณนักสู้แบบอหิงสาเพื่ออิสรภาพของอินเดีย พร้อมเยี่ยมชมภายในบ้านและบริเวณรอบๆ อาศรมที่ถูกปกคลุมด้วยร่มเงาไม้ได้ทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ (ปิดให้บริการวันจันทร์) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

แต่ถ้าอยากชมอาคาร สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า ที่ผสมผสานระหว่างความคลาสสิก และสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัยอย่างลงตัว ซึ่งเหมาะแก่การถ่ายภาพที่สุดก็ต้องไปตามสถานที่เหล่านี้ เริ่มกันที่กำแพงเมืองขนาดใหญ่ แม้จะสร้างขึ้นมากว่า 600 ปีแล้วแต่ยังคงตั้งตระหง่าน แข็งแกร่ง ท้าแดดลมฝนจนถึงทุกวันนี้  ป้อมบาห์ดรา (Bhadra Fort) สร้างในปีค.ศ.1466 โดยสุลต่าน อาห์เหมด (Sultan Ahmed) สร้างอุทิศแด่พระแม่กาลี เทพเจ้าที่ประชากรทางใต้ของอินเดียให้ความนับถืออย่างมาก นักท่องเที่ยวจึงควรเคารพสถานที่และปฏิบัติตามคำแนะนำเจ้าหน้าที่

ต่อมาคือสถานที่ที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนโดนมนต์สะกด Sidi Saeed’s Mosque สุเหร่ากลางเมืองที่มีมนต์เสน่ห์ด้วยโครงสร้างทรงสูง มีเสาขนาดใหญ่ สร้างด้วยศรัทธาเพื่ออุทิศให้กับท่านซิดิ ซาอิด ขุนนางผู้ประกอบคุณงามความดีมากมายในสมัยนั้น สถานที่แห่งนี้จึงสวยงามทรงพลังอย่างยิ่ง พลาดไม่ได้กับการเก็บภาพความงดงามของช่องหน้าต่างหินฉลุลายหรือ Jalis ในชื่อTree of Life ที่จะจุดไฟความเป็นศิลปินในตัวเราให้ลุกโชน ขยับเข้ามาในเมืองเก่าเละสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนเส้นทางมรดก หรือ Heritage Walk เส้นทางที่สามาถเดินชมสถานที่เก่าแก่ในเมืองอาห์เมดาบัด อาทิ วัดฮินดู Swaminarayan Mandir อายุกว่า 200 ปี ถูกสร้างโดย Swaminarayan Bhagwan ผู้ก่อตั้งศาสนาฮินดู ด้านในประดิษฐานพระนารายณ์และพระแม่ลักษมี โดยแบ่งโซนสักการะสำหรับชาย-หญิง   จากนั้นเดินลัดเลาะบ้านเรือนและตลาดเราก็จะพบมัสยิดที่เหมาะกับคนรักศิลปะ อย่าง Jama Masjid ที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งเสารองรับโครงสร้างมัสยิดทั้ง 260 ต้นที่แตกต่างกัน เหมือนกับการได้ชมงานศิลปะทางศาสนาบนเสาแต่ละต้นเลยทีเดียว

เปลี่ยนบรรยากาศมาที่กลางแจ้งกันสักหน่อยกับ Sarkhej Roza ซึ่งเป็นสถานที่กว้างขวางมีทั้ง สุเหร่า(Mosque) สุสาน (Tomb) และมีทะเลสาบขุด (Ahmed-Sar Lake) ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้อาจมีน้ำอยู่เต็มหรือในบางครั้งจะเหือดแห้งสนิทให้สามารถลงไปเดินได้เลย แต่ไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ชวนให้ยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาอยู่ดี เมื่อเข้ามาด้านในจะพบกับสุเหร่าอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีอาย