สถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 [ภาพจากหน้าจอ/AA]

บุคคลสำคัญของจอร์แดนกว่า 130 คนจากแวดวงการเมือง วิชาการ วัฒนธรรม สหภาพแรงงาน และผู้นำชนเผ่า ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ถอนกองกำลังต่างชาติออกจากจอร์แดน พร้อมทบทวนหรือยกเลิกข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมกับสหรัฐฯ โดยระบุว่าการประจำการของกองกำลังต่างชาติทำให้ประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงและอาจถูกดึงเข้าสู่สงครามในภูมิภาค

มิดเดิลอีสต์มอนิเตอร์ (Middle East Monitor) รายงานว่า ในแถลงการณ์ดังกล่าวที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ลงนามระบุว่า การคงอยู่ของกองกำลังต่างชาติบนแผ่นดินจอร์แดนเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคง การเมือง และเศรษฐกิจ รวมทั้งทำให้ประเทศมีโอกาสเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในภูมิภาคที่จอร์แดนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง

แถลงการณ์ระบุว่า “ด้วยความรับผิดชอบต่อชาติ และตระหนักถึงถึงความเสี่ยงอย่างใหญ่หลวงที่ภูมิภาคกำลังเผชิญอยู่ อันเป็นผลจากการยกระดับทางทหารในภูมิภาค เราขอเรียกร้องให้ถอนกองกำลังต่างชาติทั้งหมดออกจากดินแดนจอร์แดน”

ผู้ลงนามระบุว่า การประจำการของกองกำลังต่างชาติเหล่านั้น “เพิ่มความเป็นไปได้ที่ประเทศของเราจะถูกดึงเข้าสู่สงครามระดับภูมิภาคที่เราไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง”

แถลงการณ์มีขึ้นหลังอิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อฐานที่ตั้งซึ่งมีกำลังทหารสหรัฐฯ ในจอร์แดนหลายครั้ง ส่งผลให้เกิดความเสียหายและทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พร้อมจุดกระแสถกเถียงในประเทศว่าการปรากฏตัวของกองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำให้จอร์แดนกลายเป็นเป้าหมายของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

เรียกร้องส่งข้อตกลงเข้าสภา

ผู้ลงนามเรียกร้องให้รัฐบาลจอร์แดนถอนข้อตกลงด้านความมั่นคงและการทหารที่ทำกับสหรัฐฯ และส่งให้รัฐสภาพิจารณาอย่างเป็นทางการ

พวกเขาระบุว่า ประชาชน ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง และภาคประชาสังคม มีสิทธิรับรู้และตรวจสอบข้อตกลงที่อาจส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณาว่าควรยกเลิกหรือจำกัดขอบเขตของข้อตกลงดังกล่าว พร้อมเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณชนมากขึ้น

ข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างจอร์แดนกับสหรัฐฯ ลงนามเมื่อปี 2021 เปิดทางให้กองกำลังสหรัฐฯ เครื่องบิน และยานพาหนะทางทหาร สามารถเข้าและเคลื่อนย้ายภายในจอร์แดนได้อย่างกว้างขวาง รวมถึงอนุญาตให้พกพาอาวุธ ขนส่ง และจัดเก็บยุทโธปกรณ์ทางทหาร โดยในช่วงที่ลงนาม ข้อตกลงดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา

ขอไม่ให้ใช้ฐานทัพจอร์แดนในสงคราม

ผู้ลงนามยังเรียกร้องให้รัฐบาลห้ามใช้สนามบิน ท่าเรือ ฐานทัพ และโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์ของจอร์แดน เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในภูมิภาค

“เรายืนยันถึงความจำเป็นในการกันโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์ของจอร์แดน โดยเฉพาะสนามบิน ท่าเรือ ฐานทัพ และสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญอื่น ๆ ออกจากความขัดแย้ง”

แถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลรับประกันว่า สถานที่ดังกล่าวจะไม่ถูกใช้เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร ความมั่นคง หรือด้านโลจิสติกส์ ที่เกี่ยวข้องกับสงครามในภูมิภาค

ผู้ลงนามย้ำว่า จอร์แดนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งในสงครามครั้งนี้ และประชาชนไม่ควรต้องแบกรับผลกระทบจากนโยบายที่ไม่ได้ตอบสนองผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

หนุนกองทัพ แต่ย้ำต้องรักษาความเป็นกลาง

แถลงการณ์ระบุว่า ชาวจอร์แดนกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่แล้ว และการยกระดับความขัดแย้งในภูมิภาคอาจกระทบต่อเศรษฐกิจ เสถียรภาพภายในประเทศ และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

ผู้ลงนามแสดงการสนับสนุนกองทัพจอร์แดน แต่ย้ำว่าหลักนิยมทางทหารควรมุ่งปกป้องประเทศ ประชาชน และศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ พร้อมระบุว่าบทบาทของกองทัพควรมุ่งรับมือกับสิ่งที่แถลงการณ์เรียกว่า “ศัตรูไซออนิสต์” ที่ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ บังคับโยกย้ายประชาชน และขยายอิทธิพลในภูมิภาค

ผู้ลงนามยังเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินนโยบาย “ความเป็นกลางอย่างแท้จริง” ไม่เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารหรือด้านโลจิสติกส์ที่สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และการตัดสินใจอย่างอิสระของจอร์แดน โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ “ร่มเงาของสหรัฐฯ”