“มุฮัมมัด” มหาศาสดาโลก ผู้วางรากฐานอารยธรรมบนผืนทรายที่ไร้อารยธรรม

214

ต้องยอมรับว่าความเจริญก้าวหน้าของศิลปวิทยาการและศาสตร์ต่างๆ ที่มีอยู่บนโลก เกิดจากการที่มนุษย์มีการสร้างอารยธรรมบนดินแดนถิ่นที่อยู่ของตนเอง อารยธรรมต่างๆ ล้วนมีรากเหง้ามาจากการที่ในสังคมหนึ่งเกิดนักคิดที่สนใจศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในศาสตร์ด้านต่างๆ มีการประดิษฐ์คิดค้นตกผลึกเป็นผลสำเร็จจนนำไปสู่การสร้างความเจริญทางสังคม และมีการขยายขอบเขตความรู้นั้นๆ ออกไปสู่วงกว้างจนกลายเป็นที่ยอมรับจากสังคมอื่น ส่งผลให้มีการรับเอาอิทธิพลทางอารยธรรมนั้นๆ ไปใช้อย่างกว้างขวาง การสร้างอารยธรรมจึงมิใช่แค่การรวมตัวกันเป็นครอบครัว ชนเผ่า หรือแค่การสร้างวัฒนธรรมประเพณีเพื่อสร้างอัตลักษณ์ในท้องถิ่นของตนแต่เพียงเท่านั้น

มีนักคิดจำนวนมากบนโลกที่ผลงานของพวกเขาเหล่านั้นทรงอิทธิพลต่อสังคมทั้งในยุคร่วมสมัยตนและยุคต่อๆ มา ซึ่งเราสามารถรับรู้และศึกษาได้จากผลงานตำราวิชาการที่พวกเขาเขียนขึ้น หรือได้จากร่องรอยของสถาปัตยกรรมที่พวกเขาสร้าง หรือแม้กระทั่งเป็นวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่ถ่ายทอดต่อๆ กันมาและยังคงดำรงอยู่ในสังคมจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าศาสดามุฮัมมัดคือในหนึ่งในบรรดานักคิดที่มีอิทธิพลต่อผู้คนจำนวนมากตั้งแต่ยุคสมัยของท่านจวบจนปัจจุบัน เพราะในแต่ละวันจะมีผู้คนจำนวนเกือบสองพันล้านคนทั่วโลกเอ่ยนามของท่านวันละ 5 เวลาในขณะที่ทำการนมาซ ศาสดามุฮัมมัดคือบุรุษผู้ที่ใช้คำสอนทางศาสนาในการวางรากฐานอารยธรรมอิสลาม แม้ว่าท่านจะถือกำเนิดจากแผ่นดินที่ไร้อารยธรรม อีกทั้งยังมิได้รับการศึกษามาจากผู้ใด แต่สามารถทำให้ศาสนาอิสลามคือ 1 ใน 3 ศาสนาหลักที่สำคัญของโลกในยุคปัจจุบันได้อย่างภาคภูมิ

อารยธรรมอิสลามที่มีรากฐานมาจากศาสนาอิสลามหาใช่ก่อกำเนิดแนวความคิดทางด้านปรัชญาเพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถผลิตนักปราชญ์นักวิชาการในด้านศาสตร์วิชาการต่างๆ เช่น Jabir Ibn Hayyan (..721 – ..813) ที่มีงานเขียนหลากหลายในภาษาอาหรับและครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย เช่น จักรวาลวิทยา ตัวเลขวิทยา โหราศาสตร์ การแพทย์ และปรัชญา, Muhummad Ibn Zakariya Al – Razi (..854 – ..925) เป็นนักปราชญ์ที่เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์ และยังเขียนตำราด้านตรรกะวิทยา ดาราศาสตร์และไวยากรณ์ และยังเป็นผู้ค้นพบแอลกอฮอล์อีกด้วย, Abu Ali Sina หรือที่รู้จักกันในนาม Avicenna (.. 980 – ..1037) ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแพทย์ที่สำคัญที่สุด เป็นนักดาราศาสตร์ นักคิดนักเขียนแห่งยุคทองของอิสลาม และเป็นบิดาแห่งการแพทย์สมัยใหม่ , Al -Biruni (..973 – ..1050) ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ยิ่งใหญ่และมีความเชี่ยวชาญในด้านฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และธรรมชาติวิทยา อีกทั้งยังโดดเด่นในฐานะนักประวัติศาสตร์และนักภาษาศาสตร์ , Ibn Al – Haytham (..965 –..1040) เป็นนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์และนักฟิสิกส์ของยุคทองของอิสลาม ถูกยกย่องให้เป็นเป็นบิดาแห่งทัศนศาสตร์สมัยใหม่เขามีส่วนสำคัญกับหลักการของทัศนศาสตร์และการรับรู้ภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเขาคือตำรา “Kitab Al – Manazir “Book of Optics” เขียนในช่วงปีค.. 1011–1021 เขายังมีงานเขียนด้านปรัชญาเทววิทยาและยารักษาโรอีกด้วย , Nasir Al-Din Al-Tusi (ค.ศ.1201-ค.ศ.1274) เป็นนักปรัชญา แพทย์ นักวิทยาศาสตร์และนักการศาสนา เขามักถูกมองว่าเป็นผู้สร้างวิชาตรีโกณมิติ และยังเป็นนักดาราศาสตร์ที่สร้างหอดูดาวขึ้นในเมืองมะรอเกฮ์ (ซึ่งอยู่ในประเทศอิหร่านในปัจจุบัน) Ibn Battuta (ค.ศ.1304 – ค.ศ. 1377) เป็นมุสลิมชาวเบอร์เบอร์โมร็อกโกเป็นนักภูมิศาสตร์ , ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือและนักสำรวจที่เดินทางไปทั่วโลกทั้งดินแดนที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม รวมไปถึงเอเชียกลาง อินเดีย จีน จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังได้เขียนบันทึกไว้ในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาชื่อ”อัตตุห์ฟะฮ์” Ibn Khaldun ( ..1332 – ..1406) นักวิชาการชาวตูนิเซียเชื้อสายอันดาลูเซีย เป็นนักประวัติศาสตร์คนสำคัญ เขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้บุกเบิกสาขาวิชาสมัยใหม่ของนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ (historiography) เศรษฐศาสตร์ประชากรศาสตร์ และสังคมวิทยา ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดด้านสังคมวิทยาไว้ก่อน ออกุสต์ กองต์ (Auguste Comte .. 1798 – .. 1857 นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส) บุคคลผู้ที่ถูกรู้จักในนามของบิดาแห่งสังคมวิทยาในโลกตะวันตก

อารยธรรมคืออะไร

(อารยธรรม civilization) หมายถึงความเจริญก้าวหน้าซึ่งเกิดจากการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมเมืองของมนุษย์ มีการศึกษาด้านวิชาการต่างๆ มีการสร้างขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีให้ยึดถือปฏิบัติร่วมกัน มีโครงสร้างของสังคมที่เป็นระเบียบ มีกฎเกณฑ์ให้สมาชิกในสังคมปฏิบัติตาม มีความก้าวหน้าเกี่ยวกับทักษะทางด้านเทคนิคต่างๆ เช่น การใช้โลหะ การสร้างสถาปัตยกรรม และประติมากรรม จนกลายเป็นสังคมที่มีความเจริญรุ่งเรืองและสร้างอิทธิพลจนสามารถส่งต่ออารยธรรมนั้นไปสู่ดินแดนอื่นๆ ได้ กล่าวกันว่าอารยธรรมยุคแรกเริ่มของโลกหรืออารยธรรมสมัยโบราณมักเกิดในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ เช่นในบริเวณราบลุ่มแม่น้ำใหญ่ 4 แห่งสำคัญคือ

1.ที่ราบลุ่มแม่น้ำไนล์ – แหล่งกำเนิดอารยธรรมอียิปต์โบราณ
2.ที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส – แหล่งกำเนิดอารยธรรมเมโสโปเตเมีย
3.ที่ราบลุ่มแม่น้ำฮวงโห(แม่น้ำเหลือง) -แหล่งกำเนิดอารยธรรมจีน
4.ที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ – แหล่งกำเนิดอารยธรรมอินเดีย

ภูมิศาสตร์คาบสมุทรอาหรับและอารยธรรมที่รายล้อม

คาบสมุทรอาหรับ (Arabian Peninsula) มีชายฝั่งทางตะวันตกติดกับทะเลแดงและแหลมซีนาย ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ติดกับทะเลอาหรับ (ส่วนหนึ่งของมหาสมุทรอินเดีย) ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน ทางทิศเหนือติดกับอิรักและจอร์แดน กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในคาบสมุทรอาหรับ มีวิถีชีวิตแบบอิสระ เป็นสังคมแบบชนเผ่าและย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายและภูเขา จึงจำเป็นต้องใช้สภาพภูมิอากาศเป็นเกณฑ์ในการเคลื่อนกองคาราวานของชนเผ่าต่างๆเพื่อใหัเอื้อต่อการทำการเกษตรและการเลี้ยงปศุสัตว์ (ปัจจุบันคือประเทศซาอุดีอาระเบีย เยเมน โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน คูเวต)

หากเรามองตามที่ตั้งในแผนที่ ดินแดนที่รายล้อมคาบสมุทรอาหรับทั้งในยุคร่วมสมัยและในยุคก่อนหน้า ล้วนแล้วแต่มีสังคมที่พัฒนาจนกลายเป็นการสร้างอารยธรรมที่เจริญก้าวหน้าในดินแดนของตนเองแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

อารยธรรมเมโสโปเตเมี (Mesopotemia) หรือ “ดินแดนระหว่างแม่น้ำ” (land between the rivers) มีที่ตั้งระหว่างแม่น้ำไทกริส (Tigris) ทางตะวันออก และแม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates) ทางตะวันตก เริ่มต้นเมื่อ4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช (B.C.) ครอบคลุมดินแดนในประเทศอิรักและซีเรียในปัจจุบัน มีอารยธรรมที่เป็นที่รู้จัก เช่น การประดิษฐ์ตัวอักษรรูปลิ่ม (คูนิฟอร์ม-Cuneiform) ของชาวสุเมเรียน , “ประมวลกฎหมายแห่งฮัมมูราบี(Code of Hammurabi) ที่มีลักษณะการลงโทษแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน , “สวนลอยแห่งเมืองบาบิโลน(The hanging gardens of Babylon) ที่ถือเป็น ใน สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ

อารยธรรมอียิปต์โบราณ (Ancient egyptian civilization) เริ่มขึ้นประมาณ 3,150 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในบริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา เป็นอารยธรรมที่มีความเจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ เช่นความเจริญทางด้านวิชาการ ด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ด้านการแพทย์ และมีพัฒนาการสืบเนื่องต่อมาหลายพันปี ซึ่งมีมหาพีระมิดแห่งกิซ่า (The Great Pyramid of Giza สร้างเมื่อ2,600 B.C.) ที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นอารยธรรมที่มีรากเหง้าสืบย้อนไปถึงเรื่องราวของศาสดาโมเสสในศาสนายูดาห์ ผู้นำบัญญัติ 10 ประการจากพระผู้เป็นเจ้ามาเผยแผ่ ตามคำบอกเล่าในคัมภีร์ฮิบรู (พันธสัญญาเดิม – Old Testament ในบท Exodus ซึ่งเป็นคัมภีร์ของวงศ์วานอิสราเอลโบราณ และเป็นส่วนแรกของคัมภีร์ไบเบิ้ล New Testment)

อารยธรรมกรีกโบราณ (Civillization of Ancient Greece) ก่อกำเนิดขึ้นครั้งแรกคืออารยธรรมอีเจียนเมื่อประมาณ 3,000-1,550 ปีก่อนคริสต์ศักราช พัฒนามาเป็นอารยธรรมกรุงทรอยหรืออารยธรรมโฮเมอร์เมื่อประมาณ 900 ปีก่อนคริสต์ศักราช (เนื่องจากการศึกษาอารยธรรมช่วงนี้มีเพียงบทประพันธ์ของโฮเมอร์คืออีเลียดและโอดิสซี) แต่เป็นที่รู้จักทั่วไปจริงๆ คืออารยธรรมกรีกยุคคลาสสิค (ประมาณ 750 ปีก่อนคริสต์ศักราช) มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเอเธนส์ (Athens) เมืองหลวงของประเทศกรีซในปัจจุบัน ช่วง 500 ปีก่อนคริสต์ศักราชถือเป็นยุคทองแห่งเอเธนส์ เนื่องจากมีการสร้างสรรค์ประติมากรรม จิตรกรรม วรรณกรรมที่โด่งดังมากมาย ในยุคนี้มีนักปราชญ์ที่โด่งดังของโลก เช่น เฮโรโดตุส Herodotus 484-420 B.C.) ,โซเครตีส( Socrates 470-399 B.C.) , เพลโต (Plato 328-247 B.C.) , อริสโตเติ้ล (Aristotle 384-322 B.C.) มีจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่คือพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great, 356-323 B.C.) ผู้มีชื่อเสียงในด้านการสงครามและสามารถพิชิตดินแดนออกไปได้อย่างกว้างขวาง

อารยธรรมเปอร์เซีย (Persian Empire / Persia Civilization 539 ปีก่อนคริสตกาล) มีศูนย์กลางอยู่บริเวณประเทศอิหร่านในปัจจุบัน มีบทบาทเป็นศูนย์กลางของความเจริญรุ่งเรืองของโลกยุคโบราณมีอิทธิพลและสามารถขยายดินแดนได้อย่างกว้างขวางภายใต้การปกครองของพระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great; ประสูติราวปีที่ 600 หรือ 576 ก่อนคริสตกาลสวรรคต 530 ก่อนคริสตกาล) เป็นปฐมกษัตริย์แห่งจักรวรรดิอาคีเมนิค Achaemenid Empire) รุ่งเรืองที่สุดในรัชสมัยของพระเจ้าดาไรอัสมหาราช (Darius the Great 550 – 486 ปีก่อนคริสตกาล) และ พระเจ้าเซอร์ซีสมหาราช (Xerxes the Great 519 – 465 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้ที่ถือว่าเป็นศัตรูคนสำคัญของรัฐกรีกโบราณ อารยธรรมเปอร์เซียได้พัฒนาความคิดความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าขึ้นได้เป็นระบบศาสนาขึ้นมา คือศาสนาโซโรอัสเตอร์” (Zoroaster) ศาสนาโซโรอัสเตอร์นี้บางครั้งเรียกว่าลัทธิบูชาไฟโบราณสถานสำคัญที่เป็นหลักฐานยืนยันความยิ่งใหญ่คือ Persepolis ตั้งอยู่เมือง Shiraz ในประเทศอิหร่าน

อารยธรรมโรมัน (Roman Civillization) มีที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปยุโรป (กรุงโรม ประเทศอิตาลีในปัจจุบัน) อารยธรรมโรมันได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมกรีก และผสมผสานกับวิชาการความรู้ของตนเองโดยที่พยายามคิดค้นและก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ทำให้จักรวรรดิโรมันเจริญก้าวหน้าทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ในยุคจักรวรรดิโรมันสามารถขยายอาณาจักรไปได้กว้างไกล เมื่อจักรวรรดิโรมันตะวันตกเสื่อมลงในคริสตวรรษที่ 3 จักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantine the Great ประมาณค.ศ. 272 – ค.ศ. 337) จึงย้ายเมืองหลวงไปทางฝั่งตะวันออก ก่อตั้งเป็นจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) ที่มีการปกครองต่อเนื่องยาวนานถึง 1,123 ปี

อารยธรรมอินเดีย หรือ “แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ” (Indus Civilization) เป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ มีต้นกำเนิดเมื่อประมาณ 2,500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช เป็นการสร้างอารยธรรมของชนพื้นเมืองเดิม ที่เรียกว่า “ทราวิฑ” หรือพวกดราวิเดียน (Dravidian) จนถึง 1,500 ปีก่อนคริสต์ศักราชเมื่อพวกชนกลุ่มอินโดอารยัน (Indo-Aryan) อพยพเข้ามาอารยธรรมในดินแดนนี้ได้มีพัฒนาการจนกลายเป็นแบบแผนของคนในอนุทวีปอินเดียสืบต่อมาโดยมีการพบหลักฐานเป็นซากเมืองโบราณ 2 แห่ง ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ คือ เมืองโมเฮนโจ ดาโร (Mohenjo Daro) ทางตอนใต้ของประเทศปากีสถาน , เมืองฮารับปา (Harappa) ในแคว้นปันจาประเทศปากีสถานในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู (Brahmin – Hinduism ประมาณ 1,500-2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ศาสนาพุทธ (Buddhism ประมาณ 588 ปีก่อนคริสต์ศักราช) และศาสนาเชน Jainism) ซึ่งเป็นศาสนาเก่าแก่ของอินเดียเป็นหนึ่งในลัทธิสำคัญทั้งหก ที่เกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า อีกยังมีพระเจ้าอโศกมหาราช จักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมริยะ (Ashoka the Great, Indian Emperor of the Maurya Dynasty 304 – 232 BC.) บุคคลที่เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่

อารยธรรมจีนเกิดขึ้นครั้งแรกที่ลุ่มแม่น้ำฮวงโห (Yellow River) และแม่น้ำแยงซีเกียง (Yangtze river) หลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าอารยธรรมจีนในยุคต้นๆ ถือกำเนิดในช่วง 2,100-1,600 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีการสถาปนาราชวงศ์ต่างๆ ขึ้นมาปกครอง รากฐานที่สำคัญของอารยธรรมจีนคือ การสร้างระบบภาษาเขียน และการพัฒนาแนวคิดลัทธิขงจื๊อหรือศาสนาขงจื๊อ (Confucianism – 551 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เน้นด้านคุณธรรม – จริยธรรม และปรัชญาของจีน ซึ่งพัฒนาจากการสอนของนักปรัชญาชาวจีนนามว่าขงจื๊อ (551 – 479 ปีก่อนคริสต์ศักราช) , ลัทธิเต๋า หรือ ศาสนาเต๋า (Taoism) เป็นปรัชญาและศาสนาที่เน้นการใช้ชีวิตกลมกลืนกับเต๋า ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในสำนักปรัชญาจีนส่วนใหญ่ เน้นความเรียบง่ายไม่เน้นเรื่องพิธีกรรมซับซ้อนและระเบียบสังคมอย่างลัทธิขงจื๊อ ศาสนาเต๋ากำเนิดขึ้นราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราชโดยรับแนวคิดทางจักรวาลวิทยาจากสำนักยินหยาง และแนวปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับวัฏจักรของธรรมชาติตามคัมภีร์อี้จิง ตัวอย่างความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมจีน เช่น ในยุคของฉินซีฮ่องเต้ (Qin Shihuang 260 – 210 ปีก่อนคริสต์ศักราช) มีการบูรณะและสร้างกำแพงเมืองจีน (Great Wall of China) เพื่อป้องกันศัตรูจนได้รับการบันทึกเป็นสิ่งมหัศจรรย์1ใน7ของโลกยุคกลาง

ศาสดามุฮัมมัดกับศาสนาอิสลามบนคาบสมุทรอาหรับ

ศาสดามุฮัมมัดประสูติเมื่อปี ค.ศ.570 ที่เมืองมักกะฮ์ บิดาชื่ออับดุลลอฮ์ แห่งตระกูลนบีฮาชิม สืบเชื้อสายมาจากเผ่ากุเรชซึ่งเป็นเผ่าที่มีอิทธิพลและเป็นที่รู้จักกว้างขวางในเมืองมักกะฮ์ บิดาของท่านถึงแก่กรรมก่อนที่ท่านศาสดาจะประสูติ เมื่ออายุได้ 6 ปีมารดาก็ถึงแก่กรรม ท่านจึงต้องไปอาศัยอยู่กับปู่ หลังจากที่ปู่เสียชีวิตท่านก็ได้ไปอาศัยอยู่กับลุงซึ่งเป็นพ่อค้า และได้ติดตามลุงของท่านไปค้าขายยังสถานที่ต่างๆ แม้ท่านจะมิได้รับการศึกษาจากอาจารย์หรือสถาบันใด แต่การเดินทางทำให้ท่านได้ประสบการณ์และความรู้มากมาย เนื่องจากได้พบปะผู้คนหลากหลาย เมื่อท่านศาสดาเข้าสู่ช่วงวัยหนุ่มได้ไปทำงานกับท่านหญิงคอดียะฮ์ ที่อายุแก่กว่าท่าน 15 ปี ท่านหญิงเป็นสตรีที่มั่งคั่ง และมีจิตใจดี เมื่อท่านศาสดาแสดงความสามารถในการทำงานเป็นอย่างดี รวมทั้งมีความซื่อสัตย์ ทำให้ท่านหญิงคอดียะฮ์มีความชื่นชมเลื่อมใส จึงตกลงแต่งงานด้วยในขณะที่ท่านศาสดามีอายุได้ 25 ปี ท่านศาสดาเป็นบุคคลที่ชอบครุ่นคิดเกี่ยวกับวิถีชีวิตและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ทำให้ท่านศาสดามักจะหาที่สงบๆ เพื่อตรึกตรองถึงสิ่งต่างๆ ซึ่งสถานที่ท่านไปเป็นประจำคือถ้ำบนยอดเขาฮีรอ เมื่อท่านอายุ 40 ปีในวันหนึ่งขณะที่ท่านศาสดากำลังวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า ท่านศาสดาก็ได้รับประกาศิตมาแจ้งให้ท่านทราบว่าแท้จริงแล้วท่านคือ ”รอซูล” หรืออัครทูตของพระผู้เป็นเจ้าที่ถูกส่งมาเพื่อนำพามนุษยชาติให้รอดพ้นจากหายนะและชี้ทางนำไปสู่ความผาสุกที่แท้จริงโดยมีวิวรณ์จากฟากฟ้า (วะฮ์ยู) ที่มีการแจ้งตามวาระต่างๆ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 23 ปี โดยโองการเหล่านี้ถูกรวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่า “คัมภีร์อัลกุรอาน”

ในคาบสมุทรอาหรับขณะนั้น ผู้คนส่วนใหญ่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในรูปแบบที่ต่างกัน ทั้งบรรดาเจว็ดรูปเคารพจากชนเผ่าต่างๆ หรือพระเจ้า 360 องค์ที่อยู่ในสถานกะบะฮ์ การที่จะให้ผู้คนที่มีความเชื่อความศรัทธาที่ต่างกันหันมานับถือพระเจ้าองค์เดียวเป็นเรื่องที่ยากมาก ท่านศาสดาจึงเริ่มจากการเผยแผ่ศาสนาให้กับคนใกล้ตัวโดยเริ่มจากคนใกล้ชิด บุคคลแรกที่เข้ารับอิสลามคือท่านหญิงคอดียะฮ์ ภรรยาของท่านและท่านอาลี (ลูกพี่ลูกน้องและบุตรเขยของท่านศาสดาในเวลาต่อมา) และยังมีท่านอบูบักร ท่านอุมัรที่ถือเป็นสาวกในช่วงแรกๆ ของการเผยแผ่ศาสนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ผ่านไป 3 ปีท่านศาสดาจึงเริ่มเผยแผ่ศาสนาต่อผู้คนในวงกว้าง ทำให้ท่านได้รับผลกระทบจากเผ่ากุเรซที่เสียผลประโยชน์จากการควบคุมดูแลสถานกะบะฮ์ อันเป็นสถานที่ที่ชนเผ่าในคาบสมุทรอาหรับจากทั่วทุกสารทิศในช่วงเวลานั้นต้องมาทำพิธีกรรมแสดงความเคารพต่อพระผู้เป็นเจ้าที่แต่ละชนเผ่าเลื่อมใสศรัทธา ดังนั้นจึงมีการกีดกัน กลั่นแกล้ง ข่มเหง ต่อต้านไม่ทำการค้ากับผู้ที่เข้ารับอิสลาม มีการใช้ความรุนแรงทารุณกรรมต่อบรรดาสาวกของท่าน ทำให้ท่านศาสดาต้องแนะนำให้สาวกจำนวนหนึ่งที่ตกเป็นเป้าการปองร้ายหลบหนีไปยังอบิสซีเนีย (ประเทศเอธิโอเปียในปัจจุบัน) เนื่องจากท่านศาสดาทราบข่าวว่ากษัตริย์ชาวคริสต์ผู้ปกครองที่นั่นมีความเมตตา และมีความยุติธรรม ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปีที่ 5 ของการประกาศศาสนา

ในปีที่ 13 (ค.ศ. 622) หลังจากถูกแต่งตั้งเป็นศาสดา สถานการณ์ในมักกะฮ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จากการต่อต้านการเผยแผ่ศาสนาอิสลามของกลุ่มต่างๆ จนถึงขั้นมีการวางแผนลอบสังหารท่านศาสดา ทำให้ศาสดาต้องอพยพไปเมืองมะดินะฮ์ (ชื่อเดิมคือเมืองยัซริบ เนื่องจากก่อนหน้านั้นมีชาวเมืองมะดินะฮ์ที่มาเคารพสักการะสถานกะบะฮ์ ได้ฟังเสียงอ่านคัมภีร์อัลกุรอานของท่านศาสดาจึงเกิดความเลื่อมใส เมื่อกลับไปยังเมืองมะดินะฮ์จึงได้เล่าต่อๆ กันถึงความยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้าและบอกเล่าเรื่องราวของศาสดามุฮัมมัดผู้ส่งสาส์น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวเมืองมะดินะฮ์ต้องการให้ท่านศาสดาไปเป็นผู้ชี้นำทางศาสนาที่นั่น ท่านศาสดาจึงได้ส่งมุศอับ ไปมะดินะฮ์เพื่อทำหน้าที่สอนบทบัญญัติอิสลามและอัลกุรอานที่เมืองมะดินะฮ์และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี) โดยคืนที่ท่านศาสดาอพยพ ท่านอาลีได้นอนแทนที่ท่านศาสดาเพื่อถ่วงเวลาให้ท่านศาสดาล่วงหน้าออกจากเมืองไปก่อนและทำให้กลุ่มคนที่จะลอบสังหารเข้าใจว่าท่านศาสดายังพำนักอยู่ในบ้าน (ในช่วงเวลาของการอพยพนี่เองที่นับเป็นปีที่ 1 ของฮิจเราะฮ์ศักราช)

การลงหลักปักฐานศาสนาอิสลามในเมืองมะดินะฮ์ของท่านศาสดามีรากฐานที่มั่นคง โดยใช้คัมภีร์อัลกุรอาน ที่มิได้เป็นเพียงบทบัญญัติทางศาสนา แต่ยังเป็นประมวลกฎหมายที่ใช้วางบทบัญญัติทางสังคม ทำให้นอกจากท่านศาสดาจะเป็นประมุขทางศาสนาแล้ว ยังมีฐานะเป็นผู้ปกครองเมืองอีกด้วย ในเวลาต่อมาหลังจากที่มีความพร้อมในทุกด้านแล้ว ท่านศาสดาจึงยกทัพไปที่เมืองมักกะฮ์ (หลังจากที่ก่อนหน้านี้กลุ่มคนที่ไม่พอใจการประกาศศาสนาของท่านศาสดารวบรวมกองกำลังและยกทัพมาทำสงครามที่เมืองมะดินะฮ์หลายครั้งเพื่อป้องกันมิให้ศาสนาอิสลามที่ท่านศาสดานำมาเผยแพร่ได้รับความนิยมมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองท่านศาสดาจึงจำเป็นต้องทำสงครามเพื่อปกป้องศาสนาอิสลามจากผู้รุกราน ) เมื่อได้รับชัยชนะในเมืองมักกะฮ์ท่านศาสดาสั่งให้ทุบทำลายบรรดาเจว็ด เทวรูป ที่รายล้อมสถานกะบะฮ์ และให้มีการทำนมาซ โดยให้บิลาล ทาสผิวสีทำการอาซานเชิญชวนให้ผู้คนเข้าร่วมนมาซ นั่นแสดงให้เห็นว่าศาสนาอิสลามให้ความเสมอภาคโดยไม่แบ่งชนชั้นและชาติพันธุ์ และการเข้ายึดครองนี้ทำให้สถานกะบะฮ์กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลามเนื่องจากสถานกะบะฮ์ถือเป็นรากเหง้าของศาสนาอิสลามที่มีที่มาเกี่ยวเนื่องกับศาสนาอัมบราฮัมก่อนหน้านี้ (ศาสนาอัมบราฮัม Abrahamic religions ที่มีความเชื่อร่วมกันว่าพระเป็นเจ้ามีองค์เดียวได้แก่ศาสนายูดาห์ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม ทั้งสามศาสนาถือว่าอับราฮัมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสนาตน) ภายหลังจากนั้นยังมีการทำสงครามอึกหลายสิบครั้งกับกลุ่มต่างๆ ที่สูญเสียประโยชน์จากการประกาศศาสนาของท่านศาสดา โดยเป้าหมายหลักคือการปกป้องศาสนา จนกระทั่งศาสนาอิสลามสามารถขยายตัวและทำการเผยแผ่ได้อย่างกว้างขวาง ท่านศาสดาเสียชีวิตในปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 11 (ค.ศ. 632) ใชัเวลา 23 ปี (มักกะฮ์ 13 ปี มะดินะฮ์ 10 ปี) หลังจากได้รับภารกิจจากพระผู้เป็นเจ้าในการประกาศศาสนาอิสลามให้เป็นที่รู้จัก สร้างรัฐที่มั่นคงในเมืองมะดินะฮ์และทำให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ได้รับการยอมรับไปทั่วทั้งคาบสมุทรอาหรับ

ศาสดามุฮัมมัดคือบุรุษผู้ที่รับภารกิจที่ยากที่สุดในบรรดาศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า

ในขณะที่สังคมกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่มืดบอดหลงทาง คำสอนของศาสนาอิสลามที่เน้นหนักในด้านความศรัทธา การปฏิบัติ การใช้ความคิด ตลอดจนด้านการขัดเกลาจิตวิญญาณได้สั่นสะเทือนรากฐานของสังคมและได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมดั้งเดิมของชนเผ่าที่ป่าเถื่อนไร้อารยธรรมบนคาบสมุทรอาหรับ (เช่น มีความเชื่อเรื่องการฆ่าฝังดินบุตรสาวหลังการถือกำเนิด) แสงสว่างแห่งทางนำที่ถูกจุดขึ้นบนผืนทะเลทรายที่แห้งแล้งไร้อารยธรรมเปรียบเสมือนเป็นการปฏิวัติทางด้านจริยธรรมและมโนคติทั้งหมดของมนุษย์อย่างลึกซึ้งภายใต้ร่มเงาของเอกเทวนิยม

ศาสนาอิสลามมีการปฏิรูปสังคมที่ลึกซึ้ง ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากบุคคลท่านเดียว บุคคลผู้ไม่มีแหล่งวัตถุดิบที่อยู่ภายใต้การควบคุม บุคคลผู้ไม่เคยเกี่ยวข้องกับศาสตร์วิชาการความรู้ในด้านต่างๆ บุคคลผู้ไม่เคยศึกษาเรียนรู้สิ่งใดจากผู้อื่น แต่สามารถนำพาศาสนาอิสลามให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง หากมองในเชิงประวัติศาสตร์สังคมวิทยา ไม่มีการปฏิวัติใดที่ประสบความสำเร็จหากขาดปัจจัยเบื้องต้นที่กล่าวมา แต่การปฏิวัติสังคมของท่านศาสดากลับบรรลุผลทั้งๆ ที่ขาดปัจจัยที่เอื้ออำนวย นั่นย่อมบ่งบอกถึงคุณลักษณะพิเศษของท่านศาสดาในฐานะศาสนทูตท่านสุดท้ายของพระผู้เป็นเจ้า

เปรียบเทียบภารกิจของท่านศาสดามุฮัมมัดกับบรรดาศาสดาและนักคิดคนสำคัญของโลก

หากเราศึกษาชีวประวัติของบรรดาศาสดาที่อุบัติขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ มหาวีระในศาสนาเชน พระเยซูในศาสนาคริสต์ โมเสสในศาสนายูดาห์ หรือแม้แต่บรรดานักคิดคนสำคัญของโลก เช่น เล่าซือ ขงจื๊อ โซเครติส เพลโต อริสโตเติ้ล ที่ล้วนมีแนวคิดที่ตัองการปฏิรูปสังคม ทุกท่านที่เอ่ยนามมามีการทำงานที่หนักหน่วงและยากลำบากแทบทั้งสิ้นกว่าที่แนวคิดของพวกท่านเหล่านั้นจะได้รับการยอมรับ แม้จะพบเจอกับอุปสรรคนานับปการแต่การทำงานนั้นยังเป็นการทำงานบนดินแดนที่มีอารยธรรมรองรับ บนพื้นฐานที่ผู้คนมีการศึกษา มีศิลปวิทยาการที่ยิ่งใหญ่ จึงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าศาสดามุฮัมมัดคือบุรุษผู้ที่ได้ทำภารกิจที่ยากที่สุดในการปฏิรูปสังคม และตามทัศนคติของผู้ที่เชื่อในพระเจ้า ท่านได้นำสาส์นของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นสาส์นสุดท้ายลงมาเผยแพร่ให้กับมวลมนุษยชาติ เป็นภารกิจที่เริ่มต้นการทำงานบนแผ่นดินที่ไร้อารยธรรม ต้องต่อสู้กับอุปสรรคนานัปการกว่าที่ศาสนาอิสลามจะยืนหยัดอย่างมั่นคงเป็นที่ยอมรับและสามารถขยายอิทธิพลในยุคต่อๆมาได้อย่างกว้างขวาง เช่น ดังจะเห็นได้จาก ในยุคราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ( ..661 – ..750) ที่ศาสนาอิสลามเข้าไปมีอิทธิพลแคว้นกอร์โดบาในสเปน , ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส และแอฟริกาในยุคราชวงศ์อับบาสิต (ค.ศ.749 – ค.ศ.1258) ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่แบกแดด ก็มีนักปราชญ์ นักวิชาการอิสลามที่มีความเชี่ยวชาญในด้านศาสตร์ๆต่างเกิดขึ้น เช่น Muhummad Ibn Zakariya Al – Razi (..854 – ..925) , Ibn Al – Haytham (..965 –..1040) , Abu Ali Sina หรือ Avicenna(..980 – ..1037) , Al -Biruni (..973 – ..1050) ซึ่งแสดงออกให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อการศึกษาและการเรียนรู้สิ่งต่างๆตามคำสอนของศาสดามุฮัมมัดที่กล่าวว่าจงแสวงหาความรู้ตั้งแต่ในเปลจนถึงหลุมฝังศพ / จงแสวงหาความรู้แม้ว่าจะไกลถึงเมืองจีน” – ในยุคราชวงศ์ฟาติมียะฮ์ (..909 – ..1171) ที่มีศูนย์กลางในไคโร มีอำนาจการปกครองทางภาคเหนือของแอฟริกาและเอเชียตะวันออกกลางรวมถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้มีการสถาปนามหาวิทยาลัยอัล อัสฮัร (Al Azhar) ที่ถือเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่สร้างขึ้นเมื่อปีฮิจญเราะฮ์ศักราชที่ 359 (.. 970) จักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire ..1453 – .. 1916) ที่สร้างความยิ่งใหญ่โดยสามารถล่มสลายจักรวรรดิไบเซนไทน์ (Byzentine Empire) ลงได้ปิดฉากจักรวรรดิโรมันตะวันออกที่ครองอำนาจมากว่า1,123 ปีอย่างสมบูรณ์ จากนั้นอารยธรรมที่มีรากฐานมาจากศาสนาอิสลามยังสามารถขยายอิทธิพลไปยังดินแดนอนุทวีป เอเชียกลาง จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยในช่วงเวลาต่อมาอีกด้วย

ย้อนไปเมื่อกว่า 1,400 ปีที่แล้ว มีบุรุษผู้หนึ่ง ถือกำเนิดขึ้นมาบนดินแดนที่ไร้ซึ่งอารยธรรม บิดามารดาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก มิได้รับการศึกษาจากผู้ใดและสถาบันใด ดำเนินชีวิตท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งแล้งภายใต้สังคมที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ มีแต่ความป่าเถื่อน วุ่นวาย วันหนึ่งบุคคลผู้นี้ได้รับภารกิจในการส่งสาส์นเพื่อชี้นำทางมวลมนุษยชาติไปสู่ความผาสุกที่แท้จริงจากพระผู้เป็นเจ้า ก็ต้องพบเจอกับบททดสอบและอุปสรรคมากมายจากผู้ที่ต่อต้านกว่าที่ภารกิจจะได้รับการยอมรับ เนื่องจากเป็นภารกิจที่ปฏิบัติบนดินแดนที่ไม่มีอารยธรรมรองรับ ไม่มีพื้นฐานการศึกษาของคนในสังคม เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ลงบนผืนดินที่เสื่อมโทรมแห้งแล้ง ขาดน้ำ ขาดปุ๋ย ซึ่งเป็นงานที่ยากและต้องใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าจะเห็นผล แต่บุรุษที่มีนามว่า ”มุฮัมมัด” สามารถทำภารกิจนี้ได้สำเร็จ

การสร้างอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่บนโลกส่วนใหญ่มุ่งเน้นการฉายภาพให้เห็นเด่นชัดในด้านวัตถุ เช่น การสร้างสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และการสร้างความเจริญทางสังคม เมื่อกาลเวลาผ่านไปอารยธรรมเหล่านั้นก็เสื่อมโทรมลง สิ่งก่อสร้างเหล่านั้นล้วนกลายเป็นซากปรักหักพัง กลายเป็นห้องเก็บของที่ใช้คำสวยหรูเรียกกันว่าพิพิธภัณฑ์ แต่ศาสนาอิสลามที่เป็นรากฐานของอารยธรรมอิสลามมิได้มุ่งเน้นแค่เพียงความเจริญทางด้านวัตถุและสังคมเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นในด้านการขัดเกลาจิตวิญญาน มุ่งเน้นในเรื่องการสร้างศีลธรรมและจริยธรรมที่ต้องมีต่อสังคม เพื่อนำพามวลมนุษยชาติไปสู่จุดหมายปลายทางที่สูงส่ง คำสอนของท่านศาสดาแห่งอิสลามที่ได้รับสาส์นมาจากพระผู้เป็นเจ้าคือสาส์นที่เป็นดั่งรากฐานของอารยธรรมที่ก่อขึ้นภายใต้มโนสำนึกของผู้ศรัทธาทุกคน คืออารยธรรมที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย คืออารยธรรมที่จะเจริญงอกงามในหัวใจไปชั่วนิรันดร์…….

อ้างอิง
“สังคมวิทยาศาสนา Sociology of Religion”
“อารยธรรมโลก World Civilization”
“World History from Stone Age to Globalization”