การเดินทางเยือนตะวันออกกลางของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในวาระดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง กำลังส่งสัญญาณการเปลี่ยนทิศของนโยบายสหรัฐฯ ที่ไม่เพียงสะเทือนพันธมิตรเก่าอย่างอิสราเอล แต่ยังเปิดฉากการทูตเชิงรุกกับกลุ่มและรัฐที่เคยถูกจัดเป็น “ศัตรูของรัฐยิว” อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
จากการเจรจากับฮามาส การระงับการโจมตีฮูซีในเยเมน การยกเลิกคว่ำบาตรซีเรีย ไปจนถึงการเปิดโต๊ะคุยกับอิหร่าน ทรัมป์กำลังวาดแผนภูมิใหม่ของอำนาจในตะวันออกกลาง โดยไม่มีเทลอาวีฟอยู่บนแผนที่การเจรจา
เปิดช่องเจรจากับกลุ่มที่โจมตีอิสราเอล
รายงานของ Newsweek ระบุว่า สหรัฐฯ ได้เจรจาโดยตรงกับฮามาสถึงสองครั้ง เพื่อปล่อยตัวตัวประกันชาวอเมริกันในฉนวนกาซา โดยครั้งล่าสุดนำไปสู่การปล่อยตัว “เอดาน อเล็กซานเดอร์” ชาวอเมริกัน-อิสราเอล ที่ถูกควบคุมตัวโดยฮามาส ซึ่งฝ่ายหลังถือว่าเป็น “ท่าทีแสดงความจริงใจ” ต่อการหยุดยิง
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังตัดสินใจระงับปฏิบัติการทางอากาศต่อกลุ่มฮูซีในเยเมน หลังจากกลุ่มนี้ยิงขีปนาวุธเข้าใกล้สนามบินเบนกูเรียนของอิสราเอล โดยไม่มีการตกลงหยุดยิงใด ๆ ระหว่างฮูซีกับอิสราเอล อีกครั้งที่พันธมิตรเก่าไม่ได้รับรู้ล่วงหน้า
การยกเครื่องความสัมพันธ์กับอิหร่าน
ในประเด็นอิหร่าน ทรัมป์แสดงความตั้งใจที่จะฟื้นการเจรจานิวเคลียร์ โดยระบุว่าอิหร่าน “เหมือนจะยอมรับข้อตกลง” เพื่อสันติภาพระยะยาว ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี กล่าวหาว่า อิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ในวอชิงตันคือผู้ขัดขวางความก้าวหน้าของการเจรจา
แนวทางของทรัมป์แตกต่างจากจุดยืนเดิมของอิสราเอลที่เรียกร้องให้ใช้มาตรการที่เข้มข้นกว่านี้กับเตหะราน และย้ำว่าไม่ควรมีการประนีประนอมใด ๆ กับประเทศที่ยังคงมีอุดมการณ์ต่อต้านอิสราเอลอย่างเปิดเผย
ยกย่องศัตรูที่แทงใจเทลอาวีฟ
นอกจากการเปิดเจรจา ทรัมป์ยังยกย่องผู้นำประเทศที่เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอิสราเอลอย่างชัดเจน เขาเรียกประธานาธิบดีตุรกี เรเจป แอร์โดอาน ว่าเป็น “ผู้นำที่ฉลาด” และพบปะกับประธานาธิบดีคนใหม่ของซีเรีย อาเหม็ด อัล-ชาเราะฮ์ พร้อมประกาศยกเลิกการคว่ำบาตรประเทศนี้ แม้อิสราเอลยังคงมองซีเรียว่าเป็นภัยคุกคามจากแนวรบตะวันออก
Newsweek รายงานว่า รัฐบาลทรัมป์ยังเจรจากับกาตาร์เพื่อผลักดันข้อตกลงระหว่างฮามาสกับอิสราเอล ขณะเดียวกันก็ได้บรรลุข้อตกลงด้านเศรษฐกิจมูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์กับรัฐอ่าวแห่งนี้ แม้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับกาตาร์จะตึงเครียดจากข้อกล่าวหา “Qatargate” ว่าที่ปรึกษาบางคนของเนทันยาฮูรับเงินจากกาตาร์เพื่อผลักดันวาระของรัฐดังกล่าว
พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ความแตกต่างทางยุทธวิธี
แม้ทรัมป์จะไม่แวะเยือนอิสราเอลในทัวร์ตะวันออกกลางครั้งนี้ แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวยังย้ำว่า “อิสราเอลไม่มีเพื่อนที่ดีกว่าเขา” และสหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นในพันธกิจเพื่อความมั่นคงของอิสราเอล
ทรัมป์เองยังคงพูดถึงภัยจากอิหร่านและสนับสนุนการบ่อนทำลายกลุ่มฮามาส พร้อมผลักดันให้ประเทศอาหรับเพิ่มเติมเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัมเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล แต่คำถามสำคัญคือ “คำพูด” เหล่านี้จะเพียงพอหรือไม่ในขณะที่การกระทำนำพาความร่วมมือออกนอกเส้นทางเดิม
เสียงจากอิสราเอล: เสียพื้นที่ เสียศูนย์กลาง
ยาอีร์ ลาปิด หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของอิสราเอล โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เรา ควร ได้อยู่หัวโต๊ะในริยาด แต่เรากลับไม่ได้—และนี่คือความสูญเสียที่จะตกทอดไปอีกหลายรุ่น” ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า “ฮามาสต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวต่อสงครามในกาซา” ซึ่งเป็นการย้ำว่า วอชิงตันยังไม่โยนความผิดให้อิสราเอล
H.A. Hellyer จาก Royal United Services Institute ชี้ว่า ปัญหาของอิสราเอลในภูมิภาคไม่ได้ขึ้นกับใครเป็นผู้นำสหรัฐฯ แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายภายในของตนเองที่ยังคงยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ ซีเรีย และเลบานอน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์ปกติกับเพื่อนบ้าน
การวางหมากซ้อนหมากในตะวันออกกลาง
กลยุทธ์ของทรัมป์สะท้อนการยึดหลัก “ผลประโยชน์เหนืออุดมการณ์” และแสดงออกถึงความพยายามจะเป็น “ผู้เล่นกลางกระดาน” ในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดของโลก แต่ในขณะที่เขาพยายามเปิดประตูเจรจากับทุกฝ่าย อาจมีบานหนึ่งที่ถูกผลักออกไปจากห้องเจรจา—และนั่นคืออิสราเอล
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ การเดินเกมเช่นนี้จะนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริง หรือเป็นเพียงการจัดวางหมากกระดานใหม่ ที่อาจปะทุเป็นระเบิดเวลาในอนาคต?
—
เรียบเรียงจากรายงานของ Newsweek พฤษภาคม 2025