วันเสาร์ 31 มกราคม 2026

คอเมเนอีปฏิเสธเจรจาสหรัฐฯ เรื่องนิวเคลียร์ ชี้เป็น “การบังคับ ไม่ใช่การเจรจา”

-

อัลจาซีรา – อยาตุลลอฮ์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ยืนยันปฏิเสธเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ เรื่องโครงการนิวเคลียร์ ระบุว่าการพูดคุยเป็นเพียง “ทางตัน” และเป็น “คำสั่งบังคับ” ไม่ใช่การเจรจาอย่างแท้จริง

ถ้อยแถลงนี้ออกอากาศทางโทรทัศน์ของรัฐอิหร่านเมื่อวันอังคาร หลัง อับบาส อะรอฆชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน พบกับคณะทูตเยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร (E3) และคายา คัลลาส ผู้แทนสหภาพยุโรป ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นที่นิวยอร์ก เพื่อหารือเกี่ยวกับการรื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตรที่มีกำหนดจะเริ่มต้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ระหว่างการปราศรัยในที่ประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็น (UNGA) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่าอิหร่านจะ “ไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” พร้อมทั้งระบุว่าเตหะรานคือ “ผู้สนับสนุนการก่อการร้ายหมายเลขหนึ่งของโลก”

คอเมเนอีกล่าวว่า สหรัฐฯ “ได้ประกาศผลเจรจาล่วงหน้าแล้ว” คือให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์และการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่ง “นี่ไม่ใช่การเจรจา แต่มันคือคำสั่งบังคับ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ปฏิเสธร่างมติที่จะขยายเวลาผ่อนปรนการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน

เพียงไม่กี่วันก่อนหน้า คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นโหวตปฏิเสธการขยายเวลาผ่อนปรนคว่ำบาตร ขณะที่ E3 กล่าวหาอิหร่านละเมิดพันธกรณี สะสมยูเรเนียมเกินข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ถึงกว่า 40 เท่า ข้อตกลง JCPOA เดิมนั้นสหรัฐฯ ถอนตัวออกไปฝ่ายเดียวตั้งแต่ปี 2018 ภายใต้นโยบาย “แรงกดดันสูงสุด” ของทรัมป์ และรัฐบาลไบเดนก็ยังคงเดินตาม

ยุโรปยืนยันพร้อมขยายเส้นตาย หากอิหร่านกลับมาเจรจา เปิดให้ IAEA ตรวจโรงงานนิวเคลียร์ และชี้แจงยูเรเนียมเสริมสมรรถนะกว่า 400 กิโลกรัมที่ถือครอง

การหารือรอบล่าสุดยังไร้ความคืบหน้า โดยรัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนีระบุว่า “ไม่เป็นไปด้วยดีนัก” ขณะที่คายา คัลลาส กล่าวย้ำว่าต้องการเห็น “การกระทำจริง” จากฝ่ายอิหร่านเพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร

หลักนิยมด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน

อิหร่านย้ำปฏิเสธการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่ยืนยันสิทธิในการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ คำปราศรัยของคอเมเนอีเมื่อวันอังคารย้ำชัดว่า เตหะรานไม่ต้องการอาวุธ แต่จะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากนานาชาติ

ความตึงเครียดปะทุขึ้นอีกในเดือนมิถุนายน เมื่ออิสราเอลเปิดฉากสงคราม 12 วัน โดยมีสหรัฐฯ ร่วมโจมตีโรงงานนิวเคลียร์หลายแห่ง เหตุโจมตีเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังบอร์ดของ IAEA ลงมติว่าอิหร่านละเมิดข้อกำหนดการตรวจสอบสากล

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นโหวตไม่ปลดคว่ำบาตรเศรษฐกิจถาวรต่ออิหร่าน ถือเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งเตหะรานมองว่า “มีอคติทางการเมือง”

การลงมติดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง E3 เปิดกระบวนการ 30 วันเมื่อปลายเดือนสิงหาคม เพื่อรื้อฟื้นคว่ำบาตรหากอิหร่านไม่ทำตามข้อเรียกร้อง เตหะรานตอบโต้ทันทีว่าหากคว่ำบาตรกลับมา ความร่วมมือกับ IAEA จะถูก “ระงับโดยปริยาย”

เมื่อวันจันทร์ ส.ส.สายแข็งในอิหร่านถึงขั้นเรียกร้องให้ประเทศเริ่มสร้างระเบิดนิวเคลียร์ เนื่องจากกังวลว่าการรื้อฟื้นคว่ำบาตรอาจนำไปสู่สงครามกับอิสราเอลอีกครั้ง

หากไม่สามารถหาทางออกทางการทูตภายในสัปดาห์นี้ มาตรการคว่ำบาตรจะกลับมาโดยอัตโนมัติในคืนวันเสาร์ ครอบคลุมถึงการอายัดทรัพย์สินอิหร่านในต่างประเทศ การหยุดซื้อขายอาวุธ และการลงโทษโครงการขีปนาวุธ

อย่างไรก็ดี ยังมีความหวังอยู่บ้าง ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการ IAEA เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่าคณะผู้ตรวจสอบกำลังเดินทางไปอิหร่าน “เพื่อเตรียมพร้อม” หากมีการบรรลุข้อตกลงในนาทีสุดท้าย โดยย้ำว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้ หากยังมีเจตจำนงทางการเมือง”

เรื่องล่าสุด