วันอังคาร (22 ต.ค. 68) กลุ่มประชาชนที่เรียกตนเองว่า “กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ” จำนวนประมาณ 50 คน เดินทางไปชุมนุมหน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน เพื่อยื่นหนังสือถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ยุติการแทรกแซงกิจการภายในของไทย โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา
ระหว่างการรวมตัว ตัวแทนกลุ่มได้อ่านจดหมายเปิดผนึกต่อหน้าสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่สถานทูต เนื้อหาระบุว่า “คนไทยรู้สึกขอบคุณท่านประธานาธิบดีที่แสดงความห่วงใยต่อความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา แต่ประเทศไทยเป็นรัฐที่มีอธิปไตยสมบูรณ์ และต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านในรูปแบบทวิภาคี โดยไม่ต้องการให้ประเทศที่สามเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน”
จดหมายยังระบุว่า ความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนและดำเนินการเจรจากันมาอย่างต่อเนื่องในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับรัฐบาล ระดับความมั่นคง จนถึงระดับท้องถิ่น ซึ่งครอบคลุมกลไกแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว การเข้ามามีบทบาทของประเทศที่สามจะไม่เพียงไม่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ แต่ยังอาจทำให้ความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น

กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติยังแสดงความกังวลต่อกระแสข่าวที่สหรัฐฯ เตรียมเข้ามาใช้ฐานทัพในจังหวัดพังงา โดยเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยุติการดำเนินการในเรื่องนี้ทันที พร้อมย้ำว่า “ถือเป็นการล่วงละเมิดอธิปไตยของไทย ซึ่งประชาชนชาวไทยไม่อาจยอมรับได้” และเตือนว่าหากรัฐบาลสหรัฐฯ ยังเพิกเฉย “ประชาชนไทยจะไม่อยู่นิ่งเฉยแน่นอน”
นอกจากนี้ กลุ่มยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกระดับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาให้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบ เข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจาอย่างรอบด้าน พร้อมเสนอให้เร่งจัดระเบียบชายแดน ผลักดันชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้วให้ออกจากเขตแดนไทยโดยเร็ว
ในตอนท้ายของหนังสือ ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงเดิมที่ทั้งสองประเทศเคยตกลงกันไว้ ได้แก่
-ถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่พิพาท
-ร่วมมือรื้อถอนทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน
-ร่วมกันปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ที่ใช้พื้นที่กัมพูชาเป็นฐานในการก่อเหตุ
กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติทิ้งท้ายว่า หวังให้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาคลี่คลายโดยเร็ว ผ่านความร่วมมือของทั้งสองประเทศ “โดยไม่มีประเทศที่สามเข้ามาแทรกแซง” เพื่อคืนความสงบสุขและความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างแท้จริง