วันเสาร์ 31 มกราคม 2026

ญิน: เหล่าสรรพสิ่งเหนือธรรมชาติในตำนานอาหรับและอิสลามคือใคร?

-

ในหลักคำสอนของอิสลาม เรื่องราวของมนุษยชาติเริ่มต้นจาก “การก่อกบฏ” ของสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งที่เรียกว่า ญิน เมื่ออิบลีส ซึ่งต่อมาถูกระบุว่าเป็นมาร (devil) ปฏิเสธที่จะกราบต่ออาดัมตามพระบัญชาของพระเจ้า

ด้วยการไม่เชื่อฟังนั้น อิบลีสถูกขับออกจากสวรรค์ และสงครามระหว่างเขากับพระเจ้า รวมถึงมนุษย์ ก็เริ่มต้นขึ้น เขายังเป็นผู้หลอกลวงอาดัมและเอวาในสวนเอเดน ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียสวนสวรรค์ของมนุษย์คู่แรก

แม้อิบลีสและญินที่มีลักษณะคล้ายเขาจะถูกบอกว่า “ถูกสร้างจากเปลวไฟไร้ควัน” แต่ในเชิงจิตวิญญาณ พวกเขามีบางอย่างคล้ายมนุษย์ นั่นคือความสามารถในการตัดสินใจเชิงศีลธรรมด้วยตัวเอง และเสรีภาพในการเลือกทำสิ่งที่ดีหรือชั่ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ญินทุกตนที่ถือเป็นมาร ตามประเพณีอิสลาม ยังมีญินจำนวนมากที่ถูกเล่าว่าเป็นมิตรหรือแม้กระทั่งผู้ช่วยเหลือมนุษย์ แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว ความสัมพันธ์และการติดต่อระหว่างมนุษย์กับญินจะถูกมองว่าไม่ควรเกิดขึ้นก็ตาม

ในจินตภาพของชาวมุสลิม ญินดำรงอยู่ใน “โลกเงา” ที่ทั้งอยู่ร่วมกับมนุษย์ และในขณะเดียวกันก็อยู่เหนือกาลเวลาและข้อจำกัดทางกายภาพ

พวกเขามองเห็นและได้ยินสิ่งที่มนุษย์ทำ และญินบางประเภทถูกเชื่อว่ามีความสามารถในการโน้มน้าวการกระทำของมนุษย์ ค่อย ๆ ดันให้ชายหญิงตัดสินใจในทางที่อาจไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง

หนึ่งในญินที่ว่ากันว่าติดตามมนุษย์ทุกคนตลอดเวลา เรียกว่า คะรีน (qareen) ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลายประเภทของญินที่บางคนเชื่อว่ามีอยู่รายล้อมเราในโลกปัจจุบัน

คำว่า “ญิน” มาจากรากศัพท์อาหรับ ที่มีความหมายว่า “ซ่อน” หรือ “ปิดบัง” ซึ่งเป็นคำอธิบายที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ถูกเชื่อว่าถูกปิดบังจากสายตามนุษย์ และดำรงอยู่ใน “โลกลี้ลับ” ที่เรียกว่า อัล-ฆ็อยบ์ (al-Ghaib) หรือ “สิ่งเร้นลับ”

อะมีเราะห์ เอล-ซีน (Amira el-Zein) ผู้เขียนหนังสือ Islam, Arabs, and the Intelligent World of the Jinn เสนอว่าญินเคยเป็นสิ่งที่ชาวอาหรับก่อนอิสลามเคารพบูชา โดยพวกเขามักเชื่อมโยงญินกับพลังงานของธรรมชาติ

นอกจากนี้ นักวิจัยบางคนและผู้สนใจเรื่องลี้ลับยังเสนอว่า แนวคิดเกี่ยวกับญินอาจมีรากมาจากตำนานเมโสโปเตเมียโบราณ ซึ่งสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายญินเคยถูกบูชาในฐานะเทพเจ้ามาก่อน

ภาพ: ญินซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น มักถูกถ่ายทอดในรูปของสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัว ดังที่ปรากฏในผลงานชิ้นนี้ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่พระราชวังทอปคาปึ อิสตันบูล ประเทศตุรกี

ผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมของโลก

ในบางประเพณีอาหรับ มีความเชื่อว่าญินคือ “ผู้อาศัยดั้งเดิมของผืนโลก” มาช้านาน ก่อนที่มนุษย์จะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก ว่ากันว่าพวกเขาเคยปกครองโลกหลังจากทำสงครามกับเผ่าพันธุ์ลึกลับอื่นสองชนิด คือ ฮินน์ ผู้ถูกสร้างจากสายลม และ บินน์ ผู้ถูกสร้างจากน้ำ

ซะกะริยา อัล-เกาะซวีนี (Zakariya al-Qazwini) นักจักรวาลวิทยาชาวเปอร์เซียในศตวรรษที่ 11 บันทึกไว้ว่าญินถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของการสร้างสรรพสิ่งในจักรวาล ก่อนที่มนุษย์จะปรากฏตัวเสียอีก

ความสนใจของอัล-เกาะซวีนีต่อโลกเหนือธรรมชาตินั้นลึกซึ้งถึงขั้นที่เขาสร้างหนังสือภาพที่เต็มไปด้วยรูปวาดของสิ่งมีชีวิตลี้ลับหลากหลายชนิด หลายตัวไม่มีชื่อเรียกชัดเจน

ผลงานเล่มนั้นมีชื่อว่า Ajaib al-Makhluqat wa Gharaib al-Mawjudat หรือ “มหัศจรรย์แห่งสรรพสิ่ง และความพิสดารของสิ่งที่มีอยู่” ซึ่งเขียนขึ้นเป็นภาษาอาหรับ ก่อนถูกแปลเป็นภาษาเปอร์เซียและตุรกีในเวลาต่อมา
ภายใต้ส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับอาณาจักรสัตว์ อัล-เกาะซวีนีได้เขียนบทหนึ่งเกี่ยวกับสรรพสิ่งประหลาด รวมถึงอสูรกาย ปีศาจ และญิน โดยญินถูกอธิบายว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็น สามารถแปลงกายได้หลากหลายรูปแบบ

สิ่งมีชีวิตลี้ลับเหล่านี้เคยถูกเคารพจากบางสังคมก่อนอิสลาม และอาจถูกบูชาในฐานะเทพเจ้าด้วยซ้ำ พวกมันถูกกล่าวถึงในคัมภีร์กุรอานหลายตอน โดยถูกบรรยายว่า “ถูกสร้างจากเปลวไฟไร้ควัน”

ในคัมภีร์ยังมีบทหนึ่งทั้งบทที่อุทิศให้กับญินโดยตรง คือซูเราะฮ์ อัล-ญิน (Surah Jinn) และตลอดทั้งคัมภีร์ ผู้อ่านจะพบข้อความย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ความรอดพ้นนั้นถูกหยิบยื่นให้ทั้งแก่มนุษย์และญินเหมือนกัน

ในบางสายตำนาน โลกเคยเป็นสมรภูมิแห่งความโกลาหลที่เกิดจากเผ่าพันธุ์ลี้ลับสองชนิด คือ “ฮินน์” และ “บินน์” ซึ่งบางการตีความมองว่าพวกเขาอาจเป็นชนเผ่าโบราณที่มีพลังเหนือธรรมชาติ

ฮินน์ถูกกล่าวถึงในตำนานอาหรับก่อนยุคอิสลาม และความเชื่อเกี่ยวกับการมีอยู่ของพวกเขายังคงได้รับการยอมรับในหมู่ชุมชนอาลาวี และดรูซ (Druze) ในตะวันออกกลาง

กลุ่มดรูซยังเชื่อในการมีอยู่ของบินน์ ซึ่งว่ากันว่าเคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือเยเมน

นอกจากนี้ พวกเขายังกล่าวถึง “ริมม์” และ “ทิมม์” ซึ่งบางตำนานเสนอว่าทั้งสี่เผ่าพันธุ์อาจเป็นชนิดเดียวกับ “เนฟิลิม” (Nephilim) ยักษ์ปริศนาที่ถูกกล่าวถึงในพันธสัญญาเดิม ว่าดำรงอยู่บนโลกก่อนมนุษย์ยุคแรกเริ่ม

เทวดา มนุษย์ และญิน

ในบางตำนาน ซึ่งได้รับการรับช่วงโดยชาวมุสลิมด้วย มีเรื่องเล่าว่าเมื่อญินสามารถเอาชนะฮินน์และบินน์ได้สำเร็จ พวกเขาก็กลายเป็นผู้ครอบครองโลก แต่แทนที่สันติจะเกิดขึ้น การทำลายล้างกลับยิ่งทวีความรุนแรง จนกระทั่งเทวดาที่ถูกสร้างจาก “แสงบริสุทธิ์” ถูกส่งมายังโลกเพื่อปราบเหล่าญินชั่วที่ก่อความโกลาหล

เรื่องราวลักษณะคล้ายกันนี้ปรากฏใน หนังสือเอโนค (Book of Enoch) ซึ่งบรรยายสงครามระหว่างทูตสวรรค์กับปีศาจ และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับคำอธิบายเกี่ยวกับญินของนักปราชญ์มุสลิมในเวลาต่อมา เช่น อัล-กะซวีนี และอิบนุ กะษีร

เมื่อเหล่าเทวดาชนะการต่อสู้ ญินชั่วถูกขับไล่ไปยังพื้นที่ห่างไกลของโลก เช่น เกาะ ถ้ำ ป่าลึก ต่อมา พวกมันปรากฏในนิทานอาหรับในฐานะวิญญาณเร่ร่อนที่สิงสถิตในสถานที่รกร้าง คอยดักหลอกผู้เดินทางที่ผ่านไปมา

ตำนานบางสายเล่าว่า ญินบางกลุ่มเลือกตั้งถิ่นฐานในซากเมืองโบราณ เช่น มะดาอิน ศอลิฮ์ (Mada’in Saleh) ในซาอุดีอาระเบีย สถานที่ที่เชื่อกันว่าศาสดามุฮัมมัดเคยเร่งผ่านอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับญิน รวมถึงอีร็อม (Iram) เมืองลึกลับซึ่งเชื่อมโยงกับพื้นที่ในโอมานยุคปัจจุบัน

ในพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่อาศัยของญิน ชาวมุสลิมมักถูกแนะนำให้สวดบทขอความคุ้มครอง เพื่อป้องกันไม่ให้ญินไม่พอใจหรือถูกรบกวนโดยไม่รู้ตัว ในเมื่อมนุษย์เดินเข้าสู่ “บ้านที่มองไม่เห็น” ของพวกเขา

มีตำนานบางส่วนเล่าว่า ญินบางตนถูกจับเป็นเชลยและนำขึ้นไปสู่สวรรค์ เพื่อให้เทวดาสั่งสอน ในหมู่ญินเหล่านี้ มีผู้หนึ่ง บางครั้งไม่ระบุชื่อ บางครั้งถูกเรียกว่า “อาซาซิล” (Azazel) ผู้ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ อิบลีส หรือซาตาน หลังจากความเย่อหยิ่งทำให้เขาปฏิเสธพระบัญชาของพระเจ้าที่ให้กราบต่ออาดัม

เขาถูกเชื่อว่าเป็นผู้นำของหมู่ญินฝ่ายปีศาจ ผู้ก่อ “ฟิตนะฮ์” หรือความปั่นป่วน และเป็นผู้ล่อลวงมนุษย์ให้เดินไปสู่ความพินาศของตัวเอง

ตามบันทึกของอิหม่ามมุสลิม นักปราชญ์อิสลามเชื้อสายเปอร์เซียในคริสต์ศตวรรษที่ 9 อิบลีสมีบุตรชายห้าคน แม้ว่าต้นตอของมารดาจะยังไม่เป็นที่แน่ชัดก็ตาม

แต่ละคนเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ในการสร้างปัญหาเฉพาะด้าน ได้แก่

  • ทีร (Tir) หรือ ธาเบียร์ (Thaber) – ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บทางกาย
  • ซุต (Sut) หรือ มิซุต (Misut) – แพร่กระจายข่าวลือและความเท็จ
  • ซัลมบูร์ (Zalmbur) – ยุยงให้เกิดการคดโกงทางการค้า
  • เอาวาร์ (Aawar) – กระตุ้นให้เกิดการล่วงประเวณีและการล่อลวง
  • ดาซิม (Dasim) – มีบทบาทยิ่งใหญ่ที่สุด

ดาซิมคอยแทรกซึมเข้าไปในบ้านเรือน เพื่อทำลายโครงสร้างครอบครัว โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ซึ่งถือเป็น “ชัยชนะสูงสุด” ของอิบลีส

แม้ญินส่วนใหญ่จะถูกมองว่าเป็นวิญญาณร้าย แต่ในประเพณีอิสลาม ก็มีญินฝ่ายดีเช่นกัน พวกเขาดำรงอยู่ในมิติที่มองไม่เห็นคู่ขนานกับมนุษย์ ใช้ชีวิตเงียบ ๆ มีครอบครัว มีอาณาจักร และอาจนับถือศาสนาใดก็ได้ หรือแม้แต่ไม่เชื่อในสิ่งใดเลย เช่นเดียวกับมนุษย์

ผู้ที่เชื่อในญินยังมักอ้างว่าพวกเขามีส่วนช่วยสร้างสิ่งก่อสร้างมหึมาจากยุคโบราณ เช่น ปิรามิดแห่งอียิปต์ หรือวิหารของกษัตริย์ซาโลมอน

ในคัมภีร์กุรอาน ระบุว่า กษัตริย์ซาโลมอน หรือศาสดาซุไลมานในโลกมุสลิม มีพลังในการควบคุมญิน และพระเจ้าทรงกำชับให้เขามอบหมายงานแก่พวกมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ญินมีเวลาว่างไปสร้างความวุ่นวายบนผืนโลก

เชื่อกันว่าซุไลมานใช้พละกำลังและทักษะด้านแรงงานอันมหาศาลของเหล่าญินในการก่อสร้างวิหารอันยิ่งใหญ่ของพระองค์

การสิงสู่

ในประวัติศาสตร์ความเชื่อของชาวเบดูอิน ญินมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง บทกวีนิพนธ์ หนึ่งในประเพณีเก่าแก่และทรงคุณค่าของคาบสมุทรอาหรับก่อนยุคอิสลาม มักถูกอธิบายว่าเป็นผลลัพธ์ของ “การถูกญินสิง” ที่กวีได้รับแรงบันดาลใจเหนือโลกมนุษย์

จนถึงปัจจุบัน ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่โยนความรับผิดชอบต่อโรคทางการแพทย์ เช่น โรคลมชัก หรือไบโพลาร์ ไปให้กับ “โลกที่มองไม่เห็น” ผู้ป่วยหลายรายถูกปกปิดอาการไว้ เพราะความอับอายจากการถูกสังคมตีตราว่า “ถูกญินสิง” ทำให้ครอบครัวหันไปพึ่งผู้รู้ทางศาสนาแทนการรักษาทางการแพทย์ โดยหวังให้ทำพิธีขับไล่วิญญาณร้าย

ในหลายภูมิภาคของโลกมุสลิม นักพรตซูฟีและนักบวชลึกลับยังถูกเชิญให้ทำพิธีไล่ญิน โดยใช้ดนตรีนาวา (nawa) ที่มีท่วงทำนองเวียนวนและเร้าอารมณ์ จนผู้เข้าร่วมเข้าสู่ภาวะคล้ายทรานส์

บางชุมชนยังใช้ “การครอบแก้ว” (cupping therapy) เพื่อขับไล่ญิน ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่า “พลังงานร้าย” ตามความเชื่อพื้นบ้านที่สืบทอดกันมา

ในยุคปัจจุบัน เมื่อแนวคิดเหตุผลทางวิทยาศาสตร์แพร่หลายมากขึ้น ความเชื่อเรื่องญินในหมู่ชาวมุสลิมเริ่มถูกตีความใหม่ หลายคนอธิบายว่าเรื่องญินเป็นเพียงสัญลักษณ์แทนปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ขณะที่อีกหลายคนเลือกเก็บความเชื่อนี้ไว้ในฐานะ “ความลี้ลับของพระเจ้า” ที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด

บางกลุ่มเชื่อว่าญินไม่สามารถสิงสู่มนุษย์ได้จริง สิ่งที่พวกมันทำได้มากที่สุดคือ “กระซิบความคิด” หรือปลูกเมล็ดแห่งแนวคิดลงในใจมนุษย์ ส่วนการตอบรับหรือปฏิเสธนั้นเป็นเรื่องของเจตจำนงเสรีของแต่ละบุคคล

การมีอยู่และรูปลักษณ์ของญินยังคงเป็นพื้นที่เปิดสำหรับการตีความ บางคนมองว่าญินเป็นเพียงภาพเปรียบเปรยทางศาสนา ขณะที่บางคนเชื่อว่าการปฏิเสธความเชื่อเรื่องญินคือการปฏิเสธองค์ประกอบหนึ่งของความศรัทธาในศาสนาอิสลามโดยตรง

ถึงอย่างนั้น ความเชื่อเรื่องญินก็ยังคงแพร่หลายแม้ในหมู่ผู้ที่ไม่ได้เคร่งศาสนาอย่างเคร่งครัด ประเพณีและเรื่องเล่าถูกส่งต่อผ่านรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่วงเล่าเรื่องผีญินระหว่างการค้างคืนของเด็ก ๆ ไปจนถึงงานรวมญาติ รวมถึงการพกเครื่องรางและสวดบทป้องกันภัยที่ยังคงพบเห็นได้ทั่วไป

อ้างอิง https://www.middleeasteye.net/discover/jinn-islamic-arabian-tradition-supernatural-beings

เรื่องล่าสุด