เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ความสนใจของหลายคนมักหันไปที่การดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคตามฤดูกาล โดยหนึ่งในสารอาหารที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ วิตามินซี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมช่วยดูแลสุขภาพผิวในเวลาเดียวกัน
ซึ่งวิตามินซีพบได้ในผักและผลไม้มากมายในชีวิตประจำวัน โดยตามรายงานของสกาย นิวส์ อาระเบีย นักข่าวสายแพทย์อย่าง ซะลาม อัลฟีล ระบุว่าวิตามินซีนับเป็นสารอาหารที่หลายคนคุ้นเคยตั้งแต่วัยเด็ก ทั้งจากผลไม้ น้ำผลไม้ หรือแม้แต่กิจวัตรประจำวัน
ด้าน เมซา ฮันนา มุรอด นักโภชนาการ ให้สัมภาษณ์ย้ำว่าวิตามินซีเป็นสารอาหาร “จำเป็นอย่างยิ่ง” ในช่วงที่ร่างกายมีการอักเสบหรือเจ็บป่วย โดยชี้ว่าเป็นตัวช่วยหลักในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
เธออธิบายเพิ่มเติมว่า วิตามินซีช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยต้านการอักเสบและเพิ่มความแข็งแรงโดยรวมของร่างกาย
แหล่งวิตามินซีที่มากกว่าส้มและผลไม้ตระกูลส้ม
แม้หลายคนจะคิดว่าวิตามินซีมีเฉพาะในผลไม้ตระกูลส้ม แต่เมซาย้ำว่าความเข้าใจนี้ “ไม่ถูกต้อง” เพราะนอกจากส้ม มะนาว และเกรปฟรุตแล้ว วิตามินซียังพบได้ใน
-
กีวี
-
พริกหวาน
-
บรอกโคลี
-
กะหล่ำปลี
-
มะเขือเทศ
-
เบอร์รีชนิดต่าง ๆ
โดยเฉพาะพริกหวาน ซึ่งเธอระบุว่ามีปริมาณวิตามินซี “มากพอ ๆ กับส้ม”
นอกจากนี้ การทานอาหารที่มีวิตามินซีร่วมกับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงช่วยให้ร่างกายดูดซึมเหล็กได้ดีขึ้น เช่น การบีบมะนาวใส่ผักโขมหรือถั่วเลนทิล
ประโยชน์ต่อผิว และการลดริ้วรอยก่อนวัย
ซะลาม อัลฟีล และเมซาเห็นตรงกันว่าวิตามินซีเป็นส่วนหนึ่งของ “รูทีนการดูแลผิวที่แพทย์ผิวหนังแนะนำ” ทั้งในรูปแบบเซรั่มหรือจากอาหารประจำวัน
เมซาเสริมว่าวิตามินซีช่วยลดความชราของเซลล์ เพราะทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสมานแผล และทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
เวลาที่เหมาะที่สุดในการรับประทาน และปริมาณที่ควรได้รับ
เมซาแนะนำว่าควรรับประทานวิตามินซีในตอนเช้า เพราะช่วยให้พลังงาน และควรหลีกเลี่ยงก่อนนอน เนื่องจากอาจทำให้นอนหลับยากหรือเกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร
การดูดซึมวิตามินซีจะดีที่สุดเมื่อทานขณะท้องว่าง ยกเว้นผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนหรือกรดในกระเพาะสูง
สำหรับปริมาณที่เหมาะสม เธอระบุว่าควรอยู่ที่วันละ 1000–2000 มิลลิกรัม พร้อมเตือนว่าไม่ควรรับประทานเกินความจำเป็น แม้ว่าวิตามินซีจะละลายน้ำและไม่เป็นพิษ แต่ปริมาณที่มากเกินไปก็ไม่ก่อประโยชน์เพิ่มเติม
เมซายังกล่าวด้วยว่า วิตามินซีแบบเม็ดฟู่มีสารแต่งกลิ่นและสารเติมแต่ง จึง “ไม่ดีเท่าการรับวิตามินจากอาหารธรรมชาติหรืออาหารเสริมแบบปกติ”
ใครบ้างที่ควรระวัง ไม่ควรเสริมวิตามินซี
มีบางกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินซีเสริม ได้แก่
-
ผู้ที่มีปัญหากระเพาะอาหารหรือกรดในกระเพาะสูง
-
ผู้ที่มีพันธุกรรมเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต
เธอย้ำว่าการรับอาหารเสริมทุกชนิดควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์และตรวจสุขภาพก่อน เพื่อประเมินว่าร่างกายขาดสารอาหารจริงหรือไม่
นอกจากนี้ เมซายังเตือนผู้ปกครองไม่ให้ใส่อาหารเสริมวิตามินซีลงในกล่องอาหารของเด็กโดยพลการ เพราะ “อาจเป็นอันตรายได้” และเด็กสามารถรับวิตามินซีได้จากอาหารปกติอยู่แล้ว
เคล็ดลับรับวิตามินซีให้ได้ผลสูงสุด
-
เพิ่มผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีในทุกมื้ออาหาร
-
เลือกทานผลไม้สดทั้งลูกแทนการดื่มน้ำผลไม้ เพื่อให้ได้ไฟเบอร์และอิ่มนาน
-
ดื่มน้ำเพียงพอ เพราะวิตามินซีละลายน้ำและถูกขับออกทางปัสสาวะ
-
หลีกเลี่ยงการรับประทานวิตามินซีกับแคลเซียมในมื้อเดียว เพราะแคลเซียมลดการดูดซึมวิตามินซี
-
ปรึกษาแพทย์เพื่อกำหนดปริมาณที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น
ด้วยคำแนะนำทั้งหมดนี้ วิตามินซียังคงเป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญของฤดูหนาวและตลอดทั้งปี ทั้งในด้านการเสริมภูมิคุ้มกันและการดูแลผิว หากเลือกบริโภคอย่างเหมาะสมและมีความรู้