วันเสาร์ 31 มกราคม 2026

วิธีปกป้องลูกจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ Subclade K

-

ในช่วงฤดูไข้หวัดใหญ่ปีนี้ ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังจับตา ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ “Subclade K” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของ H3N2 เนื่องจากพบการระบาดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ และเริ่มส่งผลต่อเด็กจำนวนมาก บทความนี้จะพ่อแม่เข้าใจสายพันธุ์ใหม่ พร้อมวิธีดูแลลูกให้ปลอดภัย

Subclade K คืออะไร? ทำไมถึงต้องกังวล

Subclade K เป็นสายพันธุ์ย่อยของไวรัส H3N2 ที่เริ่มพบตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา และสหราชอาณาจักร โดยข้อมูลจาก CDC ระบุว่า
จากตัวอย่างสายพันธุ์ H3 ที่ตรวจได้เกือบ 150 ตัวอย่าง พบว่า มากกว่า 50% เป็นสายพันธุ์ Subclade K

ทำให้ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ามันเป็นสาเหตุสำคัญของการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่า

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังช่วยได้ไหม?

แม้ว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีนี้ อาจไม่ตรงกับสายพันธุ์ Subclade K แบบสมบูรณ์ แต่แพทย์ย้ำว่าวัคซีนยังคงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่สุด

ดร.ทารา นารูลา ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ กล่าวว่า “วัคซีนยังคงเป็นกุญแจสำคัญ ไม่สายเกินไปที่จะฉีด เพราะภูมิคุ้มกันช่วยลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตได้ แม้จะไม่ตรงสายพันธุ์ 100%”

ใครคือกลุ่มเสี่ยงที่สุด?

  • เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

  • ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป

  • ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หัวใจ ปอด

  • ผู้ตั้งครรภ์

  • ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ

เด็กเล็กถือเป็นกลุ่มที่มีโอกาสป่วยรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ จึงต้องดูแลเป็นพิเศษ

อาการของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ Subclade K

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอาการอาจรุนแรงกว่าไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ เช่น H1N1 โดยอาการเริ่มหลังติดเชื้อ 1–4 วัน

อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ไข้สูง หนาวสั่น

  • ปวดเมื่อยเหมือนโดน “รถชน”

  • ปวดศีรษะ

  • เจ็บคอ ไอ

  • คัดจมูก น้ำมูกไหล

  • บางรายมีอาเจียนหรือท้องเสีย โดยเฉพาะเด็ก

แพทย์เตือนว่าไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่หวัดธรรมดา เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ไซนัสอักเสบ หูติดเชื้อ และอาจรุนแรงถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล

วิธีปกป้องลูกจาก Subclade K

หัวใจสำคัญคือ “ป้องกันไว้ก่อน” เพราะไวรัสแพร่กระจายได้ง่ายในโรงเรียน สนามเด็กเล่น และที่สาธารณะ

1. ให้ลูกฉีดวัคซีนประจำปี

แม้อาจไม่ตรงสายพันธุ์ แต่ช่วยลดโอกาสป่วยหนักได้มาก

2. สอนล้างมืออย่างถูกวิธี

หลีกเลี่ยงการจับตา จมูก ปาก หลังสัมผัสพื้นที่สาธารณะ

3. เสริมภูมิคุ้มกันด้วยโภชนาการ

อาหารที่มีวิตามินซี โปรตีน และผักผลไม้หลากสีช่วยให้ภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้น

4. หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดในช่วงระบาดหนัก

หากจำเป็นให้ใส่หน้ากากอนามัย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง

5. แยกเด็กป่วยออกจากกิจกรรมที่มีคนรวมตัว

เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อให้เด็กคนอื่นในโรงเรียนหรือศูนย์เด็กเล็ก

หากลูกเริ่มมีอาการ ควรทำอย่างไร?

CDC แนะนำว่าเมื่อเริ่มมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ควร

  • ให้ลูก พักอยู่บ้านทันที

  • ปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพื่อประเมินว่าต้องใช้ยาต้านไวรัสหรือไม่

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ลดไข้ตามคำแนะนำของแพทย์

  • เฝ้าระวังอาการหายใจลำบาก ซึม อาเจียนมาก ซึ่งอาจต้องพบแพทย์ด่วน

ยา antiviral จะได้ผลดีที่สุดหากให้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ

สายพันธุ์ใหม่อย่าง Subclade K อาจทำให้เด็กป่วยหนักได้ง่ายขึ้น แต่พ่อแม่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยมาตรการพื้นฐาน เช่น การฉีดวัคซีน การรักษาสุขอนามัย และการเฝ้าระวังอาการตั้งแต่เริ่มแรก การเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยปกป้องลูกได้มากกว่าที่คิด

อ้างอิง เอบีซีนิวส์

เรื่องล่าสุด