ท่ามกลางถ้อยแถลงที่เต็มไปด้วยคำว่า “การทูต” ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ กลับแสดงท่าทีสวนทางด้วยการเดินเกมกดดันทางทหารต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเป็นไปได้ที่วอชิงตันอาจเลือก “ทดสอบโชค” อีกครั้งด้วยการใช้กำลัง แม้ผลลัพธ์และผลกระทบจากการโจมตีดังกล่าวยังไม่อาจประเมินได้ชัดเจน
ในขณะที่ฉากทัศน์สงครามถูกดันขึ้นมาเป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ อิหร่านเองก็ส่งสัญญาณเตรียมพร้อมในระดับเดียวกัน
วอชิงตันขู่ไม่หยุด การทูตยังเปิด แต่ทหารนำหน้า
กระแสคำขู่จากสหรัฐฯ แทบไม่หยุดพัก เมื่อทรัมป์ยังคงย้ำถึงมาตรการ “ยกระดับ” เพื่อสนับสนุนการประท้วงในอิหร่านตามคำกล่าวอ้างของเขา แม้ลักษณะของมาตรการดังกล่าวยังไม่ชัดเจน แต่การข่มขู่ด้วยปฏิบัติการทางทหารยังคงเป็นตัวเลือกหลักในทุกฉากทัศน์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมา
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็เปิดช่องทางการเมือง ด้วยการกล่าวว่ามีการติดต่อระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่การพบกันในเร็ววัน ท่าทีนี้สอดคล้องกับคำยืนยันของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี ที่ระบุว่าการติดต่อกับผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ สตีฟ วิตคอฟ ยังคงดำเนินอยู่
ด้านทำเนียบขาว ทำเนียบขาว โฆษกหญิง แคโรไลน์ ลีวิตต์ ระบุว่า “การทูตยังคงเป็นตัวเลือกแรกของประธานาธิบดี” แต่ก็ย้ำพร้อมกันว่า ทรัมป์ “ไม่ลังเลที่จะใช้กำลังร้ายแรงของกองทัพสหรัฐฯ หากเห็นว่าจำเป็น”
อิหร่านเปิดโต๊ะเจรจา แต่ตั้งเงื่อนไขชัด ไม่รับคำขู่
ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น สื่อสหรัฐฯ อย่าง Axios รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า วิตคอฟและอารักชีได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดการประชุมกันภายในไม่กี่วันข้างหน้า
อารักชียืนยันความพร้อมของอิหร่านในการกลับสู่โต๊ะเจรจานิวเคลียร์ แต่ตั้งเงื่อนไขชัดเจนว่าต้องเป็นการเจรจาที่ “ปราศจากการคุกคามและคำสั่งบังคับ” พร้อมเตือนผ่าน อัลจาซีรา ว่ามีความพยายามดึงสหรัฐฯ เข้าสู่สงคราม เพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของอิสราเอล
เขาย้ำว่า หากวอชิงตันเลือกใช้เส้นทางทหารซึ่งเคยทดสอบมาแล้ว อิหร่านก็พร้อมรับมือ โดยการติดต่อระหว่างเขากับวิตคอฟดำเนินมาตั้งแต่ก่อนและหลังการประท้วง และยังคงดำเนินต่อไป
การประท้วงสัปดาห์ที่สาม อิหร่านชูภาพเอกภาพภายใน
เมื่อการประท้วงในอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม มวลชนจำนวนมากออกมาชุมนุมในกรุงเตหะรานและหลายเมือง เพื่อแสดงการสนับสนุนรัฐบาลและประณามสิ่งที่สื่อทางการอิหร่านเรียกว่า “การก่อการร้ายที่ถูกยุยงจากสหรัฐฯ และไซออนิสต์”
สำนักข่าว Tasnim รายงานถ้อยแถลงของผู้นำสูงสุดอิหร่าน อาลี คาเมเนอี ที่ระบุว่า ประชาชนได้แสดงพลังและอัตลักษณ์ของตน พร้อมส่งสารเตือนสหรัฐฯ ให้ยุติ “การหลอกลวงและการพึ่งพาทรยศรับจ้าง” โดยชี้ว่าประชาชนสามารถสกัดแผนการของศัตรูต่างชาติได้
ด้านเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด อาลี ลารีจานี ย้ำว่ากองกำลังติดอาวุธได้เตรียมแผนตอบโต้ต่อการโจมตีใด ๆ จากสหรัฐฯ หรืออิสราเอล และการตอบโต้จะ “สร้างความเจ็บปวดอย่างสาหัส”
ข้อกล่าวหาแทรกแซง จุดเสี่ยงยกระดับความขัดแย้ง
อารักชีมองว่าการประท้วงเริ่มต้นอย่างสงบและชอบธรรม แต่ถูกเบี่ยงเบนจนกลายเป็น “สงครามก่อการร้าย” ต่อรัฐ พร้อมอ้างว่ามีหลักฐานการแทรกแซงจากสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงบทบาทของหน่วยข่าวกรองอิสราเอล มอสสาด ที่เกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงและการเสียชีวิต
กระทรวงข่าวกรองอิหร่านประกาศการยึดอาวุธจำนวนมาก จับกุมเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบ รวมถึงผู้ต้องสงสัยที่ติดต่อกับสื่อฝ่ายค้านในต่างประเทศ สะท้อนความพยายามของรัฐในการควบคุมสถานการณ์ภายในควบคู่ไปกับแรงกดดันจากภายนอก
เสียงคัดค้านในสหรัฐฯ เตือนผลลัพธ์ย้อนศร
แม้ทรัมป์จะอ้างว่าอิหร่านต้องการเจรจา แต่ก็ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการดำเนินการก่อนการพบปะใด ๆ จุดยืนนี้กลับเผชิญเสียงคัดค้านจากสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ทั้งสองพรรค
วุฒิสมาชิกรีพับลิกัน แรนด์ พอล ตั้งคำถามว่าการโจมตีอิหร่านจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ขณะที่วุฒิสมาชิกเดโมแครต มาร์ก วอร์เนอร์ เตือนว่าปฏิบัติการทางทหารอาจยิ่งรวมชาวอิหร่านให้เป็นหนึ่งเดียวต่อต้านสหรัฐฯ พร้อมยกบทเรียนจากการแทรกแซงปี 1953 ที่นำไปสู่ผลลัพธ์ตรงข้ามกับที่วอชิงตันคาดหวัง
การทูตภายใต้เงาปืน
สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนยุทธศาสตร์ “สองทาง” ของรัฐบาลทรัมป์ คือเปิดประตูการทูต แต่ถือปืนไว้ในมือ การคำนวณเช่นนี้อาจเพิ่มอำนาจต่อรองในระยะสั้น แต่ก็เสี่ยงผลักตะวันออกกลางเข้าสู่วงจรความรุนแรงรอบใหม่
สำหรับอิหร่าน การแสดงเอกภาพภายในและการย้ำความพร้อมทางทหารคือสัญญาณว่า เตหะรานจะไม่ยอมเจรจาภายใต้แรงข่มขู่ ดังนั้นจึงอยู่ที่ว่า สหรัฐฯ จะเลือกใช้การทูตอย่างแท้จริง หรือจะปล่อยให้ตรรกะของกำลังทหารนำทาง ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งบานปลายเกินกว่าที่ทุกฝ่ายควบคุมได้!!