อีกไม่กี่วันข้างหน้า โลกมุสลิมจะก้าวเข้าสู่เดือนรอมฎอน ช่วงเวลาแห่งการถือศีลอด การไตร่ตรอง การทบทวนตนเอง การแบ่งปัน และการยืนอยู่ข้างความถูกต้อง
อินทผลัมคืออาหารละศีลอดที่แทบขาดไม่ได้บนโต๊ะของชาวมุสลิมทั่วโลก แต่สำหรับอินทผลัมบางส่วนที่ถูกหยิบขึ้นมาบริโภคในช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์นี้ เบื้องหลังของมันอาจไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น
เพราะอินทผลัมที่เราหยิบมา อาจกำลังผูกโยงเข้ากับความอยุติธรรมบางประการอย่างเงียบงัน โดยที่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยไม่เคยตระหนักถึงมันมาก่อน
อินทผลัมในตลาดไทย
เบื้องหลังอินทผลัมบางส่วนที่วางขายในตลาดไทย คือสินค้านำเข้าที่มีตัวเลขชัดเจน และตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคไทยกับโครงสร้างการยึดครองของอิสราเอลอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อมูลที่เดอะพับลิกโพสต์สืบค้นจากฐานข้อมูล UN Comtrade ซึ่งประมวลโดยธนาคารโลก (World Integrated Trade Solution: WITS) ระบุว่า ในปี 2565 (2022) อิสราเอลส่งออกอินทผลัม (สดหรือแห้ง) มายังประเทศไทยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.397 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปริมาณ 362,071 กิโลกรัม จัดเป็น ลำดับที่ 2 ของประเทศผู้ส่งออกอินทผลัมมายังไทย รองจากมาเลเซีย
ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สูงเมื่อเทียบกับการค้าระดับโลก แต่ในเชิงสัญลักษณ์ มันสะท้อนอย่างชัดเจนว่า เงินจากกระเป๋าผู้บริโภคไทยยังคงไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมอินทผลัมของอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน เอกสารทางการของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักการเกษตรต่างประเทศ ในช่วงปี 2558–2560 ระบุว่า อินทผลัมถูกจัดอยู่ในฐานะ สินค้านำเข้าเกษตรจากอิสราเอล “อันดับ 3” ของไทย รองจากผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้บางประเภท และเป็นหนึ่งใน 10 สินค้าเกษตรนำเข้าหลัก ที่มีสัดส่วนมูลค่ารวมกันเกินกว่าร้อยละ 95 ของการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอิสราเอลในช่วงเวลานั้น
ข้อเท็จจริงนี้ชี้ว่า อินทผลัมไม่ใช่สินค้าชายขอบหรือสินค้าย่อยในความสัมพันธ์ทางการค้าไทย–อิสราเอล หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการค้าระหว่างประเทศที่ดำรงอยู่จริง และเชื่อมโยงผู้บริโภคไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของรัฐผู้ยึดครองโดยตรง
อินทผลัมกับที่ดินที่ถูกยึด
รายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า ประมาณ ร้อยละ 40 ของอินทผลัมอิสราเอล ถูกปลูกในพื้นที่ตั้งถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นดินแดนที่ถูกยึดครองตามนิยามของกฎหมายระหว่างประเทศ
ฟาร์มอินทผลัมจำนวนมากตั้งอยู่บนที่ดินของชาวปาเลสไตน์ และใช้ทรัพยากรน้ำจากพื้นที่เดียวกัน ในขณะที่ชุมชนท้องถิ่นกลับเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอย่างเรื้อรัง
เมื่ออินทผลัมจากพื้นที่เหล่านี้ถูกส่งออกไปยังตลาดโลก มันจึงไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตร หากแต่เป็นผลผลิตของการยึดครองที่ดำรงอยู่มานานหลายทศวรรษ
แรงงานราคาถูก และเด็กที่ถูกมองไม่เห็น
เบื้องหลังอินทผลัมอิสราเอลบนชั้นวางสินค้า คือแรงงานชาวปาเลสไตน์ที่มีทางเลือกจำกัด รายงานจำนวนมากชี้ว่า อุตสาหกรรมอินทผลัมในพื้นที่ยึดครองพึ่งพาแรงงานค่าแรงต่ำที่ไร้อำนาจต่อรอง และมีการใช้แรงงานเด็ก
เด็กถูกเลือกเพราะปีนต้นอินทผลัมได้คล่อง ค่าแรงต่ำ และง่ายต่อการเอารัดเอาเปรียบ งานเก็บเกี่ยวในหุบเขาจอร์แดนเต็มไปด้วยความเสี่ยง ต้องปีนบันไดสูง ทำงานกลางอุณหภูมิร้อนจัด และเมื่อเกิดอุบัติเหตุ คนงานจำนวนไม่น้อยกลับไม่ได้รับการรักษาหรือค่าชดเชยที่เหมาะสม
ฉลากที่ทำให้เข้าใจผิด และความรับผิดชอบของผู้บริโภค
ชาวมุสลิมยังต้องระมัดระวังอินทผลัมอิสราเอลที่มีการติดฉลากทำให้เข้าใจผิด เนื่องจากอิสราเอลเคยถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่ติดฉลากแหล่งที่มาอย่างชัดเจน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอิสลาม เคยออกคำเตือนตั้งแต่ปี 2563 ว่า อินทผลัมจากอิสราเอลบางส่วนใช้ฉลากภาษาอาหรับ หรือระบุว่า “ผลิตในปาเลสไตน์” ทั้งที่มาจากพื้นที่ตั้งถิ่นฐานของอิสราเอล
มาสซูด ชัดจาเรห์ ประธาน IHRC ระบุว่า ผู้บริโภคควรตรวจสอบกล่องอินทผลัมอย่างละเอียด หากไม่มีข้อมูลบริษัทหรือผู้นำเข้าอย่างชัดเจน สินค้านั้นอาจเข้าข่ายการฉ้อโกง และเป็นการเอาเปรียบทั้งผู้ซื้อและชุมชนผู้ถูกยึดครอง
BDS พลังผู้บริโภคที่เริ่มจากชั้นวางสินค้า
การรณรงค์คว่ำบาตรอินทผลัมอิสราเอลเป็นส่วนหนึ่งของ ขบวนการ BDS (Boycott, Divestment, Sanctions) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อกดดันรัฐและธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการยึดครองที่ผิดกฎหมาย
แรงกดดันนี้เริ่มส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยสื่ออิสราเอลอย่าง Haaretz รายงานในปี 2567 (2024) ว่า โฆษณาโปรโมตอินทผลัมเมดจูลของอิสราเอล มูลค่า 550,000 ดอลลาร์สหรัฐ ถูกระงับ เนื่องจากความกังวลต่อกระแสคว่ำบาตรในช่วงรอมฎอน
รอมฎอนนี้ เราเลือกได้
การไม่ซื้ออินทผลัมจากอิสราเอลในเดือนรอมฎอนไม่ใช่การกระทำที่รุนแรง แต่คือการใช้ อำนาจผู้บริโภค อย่างมีสติ
-
ตรวจสอบฉลากสินค้า แหล่งที่มา ชื่อบริษัท และผู้นำเข้า
-
หลีกเลี่ยงสินค้าที่ระบุว่า “ผลิตในอิสราเอล”
-
เลือกอินทผลัมจากประเทศอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการยึดครอง
-
เผยแพร่ข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
พลังเล็กๆ ที่ไม่ควรถูกดูแคลน
อินทผลัมหนึ่งกล่องอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อผู้บริโภคจำนวนมากเลือกพร้อมกัน มันคือสารทางการเมืองที่ชัดเจนว่า เราไม่ยอมรับกำไรที่ตั้งอยู่บนการยึดครองและการละเมิดสิทธิ
รอมฎอนนี้ การละศีลอดอาจไม่ใช่เพียงการอดอาหาร หากแต่เป็นการเลือกยืนอยู่ข้างความยุติธรรม ด้วยการไม่หยิบอินทผลัมจากอิสราเอลขึ้นมาจากชั้นวางสินค้า
เมื่อพลังเล็กๆ รวมกัน การคว่ำบาตรย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก และอาจกลายเป็นเสียงที่ดังพอจะเปลี่ยนแปลงได้