
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อิหร่านได้ทำลายเรดาร์สำคัญของสหรัฐที่ใช้กับระบบสกัดขีปนาวุธ THAAD ภายในฐานทัพอากาศมูวัฟฟัก ซัลติ ในจอร์แดน ความเสียหายดังกล่าวถูกยืนยันโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐและภาพถ่ายดาวเทียม และอาจกระทบขีดความสามารถป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
อิหร่านทำลายเรดาร์มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์
รายงานของ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เมื่อวันเสาร์ (7 มี.ค. 68) ระบุว่า อิหร่านได้ทำลายเรดาร์ AN/TPY-2 มูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.05 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบป้องกันขีปนาวุธ เทอร์มินัล ไฮ อัลติจูด แอเรีย ดีเฟนส์ (THAAD) ของสหรัฐ ที่ประจำการอยู่ภายในฐานทัพอากาศมูวัฟฟัก ซัลติ ในจอร์แดน
เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งยืนยันความเสียหายดังกล่าวกับบลูมเบิร์ก ขณะที่ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าเรดาร์และอุปกรณ์สนับสนุนถูกทำลายในช่วงวันแรก ๆ ของสงคราม
ก่อนหน้านี้ สถานีข่าว CNN ก็รายงานเช่นกัน โดยอ้างภาพถ่ายดาวเทียมเชิงพาณิชย์ที่แสดงความเสียหายของระบบดังกล่าว
กระทบระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐในภูมิภาค
เรดาร์ AN/TPY-2 เป็นหัวใจสำคัญของระบบ THAAD เพราะทำหน้าที่ตรวจจับและติดตามขีปนาวุธระยะไกล ก่อนส่งข้อมูลไปยังระบบยิงสกัด
การสูญเสียเรดาร์ดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ต่อเครือข่ายป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธของสหรัฐในภูมิภาค
ไรอัน บรอบสต์ รองผู้อำนวยการศูนย์อำนาจทางทหารและการเมืองของ Foundation for Defense of Democracies กล่าวว่า
“หากการโจมตีเรดาร์ THAAD ของอิหร่านประสบความสำเร็จ นั่นจะถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของอิหร่านจนถึงขณะนี้”
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าสหรัฐและพันธมิตรยังมีเรดาร์ระบบอื่นที่สามารถช่วยคงความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธได้ แม้จะสูญเสียเรดาร์ตัวใดตัวหนึ่งไป
ภาระสกัดขีปนาวุธตกสู่ระบบ Patriot (แพทริออต)
ระบบ THAAD ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายขีปนาวุธพิสัยไกลในชั้นบรรยากาศระดับสูง ซึ่งช่วยให้รับมือภัยคุกคามที่ซับซ้อนกว่าระบบ แพทริออต
แต่เมื่อเรดาร์ AN/TPY-2 ไม่สามารถใช้งานได้ ภารกิจสกัดขีปนาวุธจำนวนมากอาจต้องตกไปอยู่กับระบบแพทริออต ซึ่งใช้ขีปนาวุธสกัดแบบ PAC-3
รายงานระบุว่า ขีปนาวุธ PAC-3 อยู่ในภาวะขาดแคลนอยู่แล้ว ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับปริมาณคลังอาวุธสกัดขั้นสูงของสหรัฐ
ระบบ THAAD เป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่มีจำกัด
ปัจจุบัน สหรัฐมีระบบ THAAD เพียง 8 ระบบทั่วโลก รวมถึงในเกาหลีใต้และกวม
ข้อมูลจากศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (Center for Strategic and International Studies) ระบุว่า THAAD หนึ่งระบบมีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยเรดาร์ AN/TPY-2 คิดเป็นราว 300 ล้านดอลลาร์ของมูลค่าดังกล่าว
ทอม คาราโก ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบป้องกันขีปนาวุธของศูนย์ดังกล่าวกล่าวว่า
“สิ่งเหล่านี้เป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่มีจำกัด และการสูญเสียมันถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่”
เขาระบุเพิ่มเติมว่า กองทัพสหรัฐมีระบบ THAAD เพียง 8 ชุด ซึ่งยังต่ำกว่าความต้องการกำลังรบที่กำหนดไว้ 9 ระบบตั้งแต่ปี 2012 ทำให้แทบไม่มีเรดาร์สำรองเหลืออยู่
โครงสร้างของแบตเตอรี THAAD
แบตเตอรี THAAD หนึ่งระบบประกอบด้วยทหารประมาณ 90 นาย เครื่องยิงติดตั้งบนรถบรรทุก 6 เครื่อง และขีปนาวุธสกัด 48 ลูก หรือ 8 ลูกต่อเครื่องยิง
ระบบยังประกอบด้วยเรดาร์ TPY-2 หนึ่งชุด และหน่วยควบคุมการยิงกับระบบสื่อสารทางยุทธวิธี
ขีปนาวุธสกัดแต่ละลูกที่ผลิตโดยบริษัทล็อกฮีด มาร์ติน มีราคาประมาณ 13 ล้านดอลลาร์
วิลเลียม อัลเบิร์ก นักวิจัยอาวุโสของ Pacific Forum กล่าวว่า ระบบอย่าง THAAD เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของโครงสร้างการป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธแบบบูรณาการในภูมิภาค
เครือข่ายป้องกันขีปนาวุธในอ่าวเปอร์เซียถูกกดดัน
ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นของสงคราม เรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า AN/FPS-132 ในกาตาร์ ซึ่งเป็นระบบติดตั้งถาวร ต่างจากระบบ THAAD ที่เคลื่อนที่ได้ ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านเช่นกัน ตามการวิเคราะห์ของ James Martin Center for Nonproliferation Studies
เรดาร์ดังกล่าวใช้ตรวจจับภัยคุกคามจากระยะไกลมาก แต่ไม่มีความแม่นยำพอสำหรับการนำวิถีอาวุธ
ตลอดช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา ระบบป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จากการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านที่ใช้ทั้งโดรนและขีปนาวุธพิสัยไกล
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าคลังขีปนาวุธสกัดขั้นสูง เช่น THAAD และ PAC-3 อาจลดลงจนอยู่ในระดับอันตราย
ในวันศุกร์ บริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศหลายแห่ง รวมถึง ล็อกฮีด มาร์ติน และ RTX ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐพยายามเร่งการผลิตอาวุธเพิ่มเติม







