ในช่วงกว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่ได้เปลี่ยนแค่ระดับความรุนแรง แต่ยังเปลี่ยน “ลักษณะของเป้าหมาย” ที่กองทัพสหรัฐฯ เลือกโจมตีอย่างมีนัยสำคัญ

จากเดิมที่มุ่งทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ เรดาร์ชายฝั่ง ระบบอาวุธต่อต้านเรือ และฐานกำลังทางเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ปฏิบัติการล่าสุดกลับหันไปโจมตีสะพาน เส้นทางรถไฟ อุโมงค์ ท่าเรือ สนามบิน และหน่วยยานเกราะในภาคใต้ของอิหร่าน

สำหรับนักวิเคราะห์ด้านการทหารหลายคน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเป้าหมายประเภทนี้มักปรากฏก่อนการเคลื่อนกำลังภาคพื้นดิน มากกว่าจะเป็นปฏิบัติการทางอากาศหรือทางทะเลเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสหรัฐฯ ตัดสินใจเปิดฉากบุกอิหร่านแล้ว และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังมองว่าการยึดครองอิหร่านทั้งประเทศเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง

เป้าหมายการโจมตีที่เปลี่ยนไป

บทวิเคราะห์ของ สื่ออัลมายาดีนเลบานอนที่เผยแพร่ ในวันอังคาร 21 ก.ค. ชี้ว่า ในช่วงแรกของสงคราม สหรัฐฯ มุ่งโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศ เรดาร์ชายฝั่ง ระบบอาวุธต่อต้านเรือ และกองกำลังทางเรือของ IRGC ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซและลดทอนขีดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือ

แต่ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา รูปแบบการโจมตีเริ่มเปลี่ยนไป สะพานสามแห่ง อุโมงค์ถนน สถานีรถไฟในเมืองบันดาร์คามีร์ หอควบคุมการเดินเรือที่เมืองชาบาฮาร์ ท่าเรือหลายแห่ง สนามบินอิหร่านชาห์ร์ รวมถึงกองพลยานเกราะในจังหวัดฮอร์โมซกัน ซิสตานและบาลูจิสถาน และคูเซสถาน ต่างตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีอย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์มองว่า การโจมตีลักษณะนี้มีเป้าหมายตัดเส้นทางคมนาคมและการส่งกำลังบำรุง ซึ่งเป็นรูปแบบที่มักใช้เพื่อจำกัดความสามารถของฝ่ายตรงข้ามในการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ หากเกิดการรุกภาคพื้นดินในเวลาต่อมา

ภาคใต้ของอิหร่าน ทำไมจึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์

ซาอีด ชาแวร์ดี นักวิเคราะห์การเมือง ให้สัมภาษณ์กับอัลมายาดีนว่า จังหวัดทางตอนใต้ของอิหร่าน ได้แก่ คูเซสถาน บุเชห์ร ฮอร์โมซกัน และซิสตานและบาลูจิสถาน เป็นทั้งศูนย์กลางการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และเป็นที่ตั้งของท่าเรือหลักที่เชื่อมเศรษฐกิจอิหร่านกับโลกภายนอก

ในมุมมองของเขา การโจมตีไม่ได้มุ่งทำลายศักยภาพทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังพยายามตัดการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญกับพื้นที่ตอนในของประเทศ หลังจากสหรัฐฯ อาจประเมินว่าการกดดันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบีบให้อิหร่านเปลี่ยนท่าทีได้

นักวิเคราะห์มองสองความเป็นไปได้

ด้าน อาลี ฟเนอิช นักวิเคราะห์ชาวเลบานอน ให้สัมภาษณ์กับอัลมายาดีนว่า ขณะนี้มีสองสมมติฐานหลักเกี่ยวกับทิศทางของปฏิบัติการสหรัฐฯ

แนวทางแรก คือการใช้แรงกดดันทางทหารเพื่อบีบให้อิหร่านยุติการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สหรัฐฯ ประกาศอย่างเปิดเผย

ส่วนแนวทางที่สอง คือการใช้การโจมตีทางอากาศเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับปฏิบัติการภาคพื้นดินในภาคใต้ของอิหร่าน หรือแม้แต่การเข้าควบคุมเกาะยุทธศาสตร์บางแห่ง โดยฟเนอิชระบุว่า ความเป็นไปได้นี้ไม่ได้ถูกพูดถึงเฉพาะในหมู่นักวิเคราะห์เท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านหลายคนก็กล่าวถึงความเป็นไปได้ดังกล่าวเช่นกัน

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ ฮามิดเรซา อาซีซี ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายความมั่นคงของอิหร่าน ซึ่งมองว่าหากสหรัฐฯ เห็นว่าการควบคุมการเดินเรือไม่เพียงพอ การควบคุมแนวชายฝั่งทางใต้ของอิหร่านอาจกลายเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญกว่าเดิม แม้จะเป็นภารกิจที่ซับซ้อนกว่ามากก็ตาม

เตหะรานกำลังเตรียมรับมือหรือไม่

อีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเชื่อว่า อิหร่านเองก็ประเมินความเป็นไปได้นี้เช่นกัน เตหะรานจึงกำลังปฏิบัติการบนสมมติฐานว่าสหรัฐฯ อาจเดินหน้าสู่การรุกภาคพื้นดิน

พลจัตวา อาลี อาบี ราอัด ซึ่งเกษียณอายุราชการแล้ว ให้สัมภาษณ์กับอัลมายาดีนว่า การโจมตีของอิหร่านต่อฐานทัพ แคมป์บือห์ริง ในคูเวต รวมถึงการโจมตีท่าเรือฟูไจเราะห์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไม่ได้เป็นเพียงการตอบโต้ แต่เป็นความพยายามตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงและศูนย์สนับสนุนที่อาจถูกใช้หากสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่อิหร่าน

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านหลายคนก็ประกาศว่าพร้อมรับมือหากสหรัฐฯ ส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่ประเทศ โดยระบุว่าการรุกลักษณะดังกล่าวจะนำไปสู่สงครามที่มีต้นทุนสูงสำหรับวอชิงตัน

การบุกอิหร่านเป็นไปได้แค่ไหน

แม้รูปแบบการโจมตีจะทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ของปฏิบัติการภาคพื้นดิน แต่ตัวเลขกำลังพลยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากไม่เชื่อว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมบุกยึดอิหร่านทั้งประเทศ

ปัจจุบัน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่ามีกำลังพลราว 50,000 นาย ประจำการอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันตก ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงประเมินว่า หากต้องการยึดครองอิหร่านทั้งประเทศ อาจต้องใช้กำลังมากถึง 1.76 ล้านนาย ส่วนแม้แต่ปฏิบัติการจำกัดเฉพาะชายฝั่งภาคใต้ ก็ยังอาจต้องใช้กำลังราว 250,000-400,000 นาย ซึ่งสูงกว่ากำลังที่สหรัฐฯ มีอยู่ในปัจจุบันหลายเท่า

นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า เมื่อเปรียบเทียบกับสงครามอิรักในปี 2003 ซึ่งสหรัฐฯ ใช้กำลังราว 170,000 นายในการโค่นล้มรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซน อิหร่านกลับเป็นเป้าหมายที่ใหญ่กว่า มีประชากรมากกว่า ภูมิประเทศซับซ้อนกว่า และยังคงรักษาศักยภาพทางทหารไว้ได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ต้นทุนของการบุกยึดอิหร่านสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ แม้บทวิเคราะห์ของอัลมายาดีนจะเห็นว่ารูปแบบการโจมตีของสหรัฐฯ มีลักษณะสอดคล้องกับการเตรียมพื้นที่สำหรับปฏิบัติการภาคพื้นดิน แต่หลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าการบุกอิหร่านกำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้อย่างไรก็ตาม การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ความเป็นไปได้ของปฏิบัติการขนาดเล็กตามแนวชายฝั่งหรือการเข้าควบคุมเกาะยุทธศาสตร์ กลายเป็นอีกหนึ่งสถานการณ์ที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม.