แฟ้มภาพ

หลังเกิดเหตุโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศจอร์แดน ซึ่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ออกแถลงการณ์ว่าเป็นผู้ยิงขีปนาวุธ ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธทั้งหมดไว้ได้ นักวิเคราะห์มองว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจสะท้อนความพยายามของอิหร่านในการกลับมาเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบของสถานการณ์

เจสัน แคมป์เบลล์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Middle East Institute ให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีราว่า หากได้รับการยืนยันว่าอิหร่านเป็นผู้โจมตีจริง เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีจากจุดยืนก่อนหน้านี้ของเตหะราน ที่เคยระบุว่าจะไม่ตอบโต้ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังระงับการโจมตี

“ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอิหร่านต้องการกลับมาเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบและโมเมนตัมของสถานการณ์” แคมป์เบลล์กล่าว พร้อมอธิบายว่า อิหร่านแสดงความกังขามาหลายครั้งว่า การที่สหรัฐฯ ประกาศหยุดโจมตีชั่วคราว อาจเป็นเพียงการเปิดเวลาเพื่อเสริมกำลังและเตรียมปฏิบัติการทางทหารระลอกใหม่ “บางทีอิหร่านอาจมองว่าสหรัฐฯ กำลังทำเช่นนั้น จึงตัดสินใจลงมือเพื่อขัดจังหวะช่วงเวลาหยุดโจมตีดังกล่าว” เขากล่าว

แคมป์เบลล์ยังมองว่า การโจมตีอาจเป็น “สารที่ส่งถึงวอชิงตัน” ว่า แม้จะมีการพูดถึงการยกระดับความขัดแย้ง รวมถึงการเพิ่มกำลังทหารของสหรัฐฯ ในอิสราเอล แต่อิหร่านยังคงมีศักยภาพในการตอบโต้ได้

สำหรับแนวโน้มการเจรจา เขาแสดงความไม่มั่นใจ โดยระบุว่า “ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีวาระหรือเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่เห็นพ้องร่วมกันว่าจะเจรจาเรื่องใด และจะจัดการประเด็นเหล่านั้นอย่างไรบนโต๊ะเจรจา” พร้อมทิ้งท้ายว่า “ตราบใดที่ยังไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องนี้ ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะตั้งข้อสงสัยว่าการพูดถึงการเจรจาจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่”