ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศ (CSIS) ระบุว่า สหรัฐฯ ได้ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นทางอากาศไปเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่เริ่มสงครามกับอิหร่าน ส่งผลให้คลังขีปนาวุธแพทริออท (Patriot) และธาด (THAAD) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเตือนว่าหากสงครามปะทุขึ้นอีกครั้ง อาจกระทบต่อความพร้อมรบของสหรัฐฯ และพันธมิตร

รายงานของ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ระบุว่า สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ไปแล้วประมาณหนึ่งในสามของคลังทั้งหมด และใช้ขีปนาวุธ THAAD ไปแล้วราวครึ่งหนึ่ง นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน

CSIS ประเมินว่า ก่อนเกิดสงคราม สหรัฐฯ มีขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ราว 2,330 ลูก แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 759-827 ลูก ขณะที่ขีปนาวุธสกัดกั้น THAAD ลดลงจากราว 452 ลูก เหลือประมาณ 234-278 ลูก

สถาบันระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวอ้างอิงจากเอกสารงบประมาณปี 2027 ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และข้อมูลสาธารณะที่เปิดเผย

รายงานระบุว่า แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ จะสามารถสกัดการโจมตีของอิหร่านได้ในอัตราที่สูง แต่ก็ไม่สมบูรณ์แบบ โดยขีปนาวุธบางส่วนยังสามารถทะลวงการป้องกัน ส่งผลให้เกิดความสูญเสียและสร้างความเสียหายต่อฐานทัพหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม การโจมตีดังกล่าวยังไม่สามารถลดทอนขีดความสามารถในการปฏิบัติการของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรได้

CSIS เตือนว่า หากเกิดการสู้รบรอบใหม่ คลังขีปนาวุธสกัดกั้นที่ลดลงจะเป็นบททดสอบสำคัญ และอาจบีบให้สหรัฐฯ กับพันธมิตรต้องยอมรับความเสี่ยงมากขึ้นในการตัดสินใจใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น เนื่องจากแทบไม่มีระบบอื่นที่สามารถทดแทน Patriot และ THAAD ในภารกิจสกัดขีปนาวุธพิสัยไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งติดตั้งขีปนาวุธมาตรฐานที่สามารถสกัดกั้นภัยคุกคามดังกล่าวได้ มักอยู่ไกลจากพื้นที่ปฏิบัติการเกินไป

รายงานยังชี้ว่า การใช้กระสุนและขีปนาวุธจำนวนมากในสงครามครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมของสหรัฐฯ หากต้องเผชิญความขัดแย้งกับจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยระบุว่า คำของบประมาณด้านอาวุธมูลค่า 95,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2027 และงบเพิ่มเติมด้านสงครามอีก 21,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงความเร่งด่วนในการฟื้นฟูคลังอาวุธของสหรัฐฯ