กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบริษัทและบุคคล 6 รายในจีน อินเดีย รัสเซีย และอิหร่าน ตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่วันที่ 30 ก.ค. โดยกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนด้านการขาย โลจิสติกส์ และธุรกิจแก่สายการบินมาฮานแอร์ (Mahan Air) ซึ่งวอชิงตันระบุว่ามีบทบาทสนับสนุนกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)
สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่ตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารของมาฮานแอร์และผู้ให้การสนับสนุนรายอื่น เพื่อขัดขวางเครือข่ายที่สหรัฐฯ ระบุว่าช่วยให้สายการบินแห่งนี้สนับสนุนปฏิบัติการของ IRGC
มาฮานแอร์ระบุตัวเองในฐานะสายการบินพลเรือน แต่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรมาหลายปี จากข้อกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับ IRGC ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นองค์กรก่อการร้าย
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า ผู้ที่ให้บริการทางการเงิน โลจิสติกส์ หรือการสนับสนุนทางธุรกิจแก่ IRGC หรือมาฮานแอร์ “กำลังช่วยค้ำจุนองค์กรก่อการร้าย”
“กระทรวงการคลังจะเดินหน้าระบุตัว เปิดโปง และตัดพวกเขาออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ”
เพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน
มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน ทั้งผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจและการดำเนินการทางทหาร ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ถูกคว่ำบาตรประกอบด้วยบริษัทและบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายหรือให้การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์แก่สายการบินมาฮานแอร์ รวมถึงบริษัทในนครเซี่ยงไฮ้ บริษัทขนส่งสินค้าทางอากาศของรัสเซีย และธุรกิจด้านการเดินทางและโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสายการบิน
ภายใต้มาตรการดังกล่าว ทรัพย์สินของผู้ถูกคว่ำบาตรที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐฯ จะถูกอายัด และโดยทั่วไปพลเมืองและบริษัทสหรัฐฯ จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำธุรกรรมกับบุคคลหรือองค์กรที่ถูกขึ้นบัญชี
กระทรวงการคลังยังเตือนว่า บริษัทและสถาบันการเงินต่างชาติที่ยังคงทำธุรกิจกับผู้ถูกคว่ำบาตร อาจเสี่ยงถูกใช้มาตรการคว่ำบาตรทางอ้อม (Secondary Sanctions)
อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหา
สหรัฐฯ กล่าวหามาฮานแอร์มาอย่างต่อเนื่องว่าใช้สายการบินลำเลียงสมาชิกกองกำลังกุดส์ (Quds Force) ของ IRGC รวมถึงอาวุธและยุทโธปกรณ์ไปยังพื้นที่ความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม มาฮานแอร์ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่มีแรงจูงใจทางการเมือง
มาตรการล่าสุดสะท้อนยุทธศาสตร์การเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ควบคู่กับความพยายามสกัดเครือข่ายตัวแทนและกิจกรรมทางทหารของอิหร่าน







