กรรมการมัสยิดในชุมชน ออกมาชี้แจงการเปิดเสียงอาซานผ่านลำโพงวันละ 5 เวลา พร้อมวอนผู้ร้องเรียนคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ และระบุว่าหากอยู่ร่วมกันไม่ได้ก็ควรพิจารณาย้ายออกจากชุมชน ขณะที่ในพื้นที่แสดงความคิดเห็นของหลายสำนักข่าว กลับปรากฏกระแสจากผู้ใช้ที่ระบุตนเป็นชาวมุสลิมจำนวนมาก สนับสนุนให้ลดระดับเสียงเพื่ออยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านอย่างสันติ

เมื่อวันอังคาร 25 ส.ค. บังมุด กรรมการมัสยิดแห่งหนึ่งในชุมชน เขตธนบุรี เปิดเผยกับเวิร์คพอยท์ว่า มัสยิดเปิดเสียงอาซานเวลา 05.00 น., 12.15 น., 15.15 น., 18.30 น. และ 20.00 น. โดยแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 2 นาที เพื่อประกาศแจ้งเตือนพี่น้องมุสลิมให้ทราบเวลาประกอบศาสนกิจ

เขากล่าวว่า เรื่องนี้เคยมีการร้องเรียนและพูดคุยกันหลายครั้ง โดยก่อนหน้านี้ผู้ร้องเรียนเคยยอมรับแนวทางที่ตกลงร่วมกันแล้ว แต่ภายหลังกลับร้องเรียนอีกครั้ง ทำให้ชาวมุสลิมในชุมชนรู้สึกไม่พอใจและเกิดความโกรธเป็นอย่างมาก

บังมุดระบุว่า การอยู่ร่วมกันในชุมชนควรคำนึงถึงความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ไม่ควรให้ปัญหาของคนเพียงครัวเรือนเดียวส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและศาสนกิจของทั้งชุมชน

ทั้งนี้ ตามรายงานของเวิร์คพอยท์ บังมุดกล่าวด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า ผู้ร้องเรียนควรพิจารณาย้ายออกจากชุมชน เนื่องจากเป็นเพียงหนึ่งครัวเรือน ขณะที่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นชาวมุสลิมและยอมรับการเปิดเสียงอาซานตามวิถีศาสนา

เขายังตั้งคำถามว่า หากลดระดับเสียงอาซานลงมากเกินไป เมื่อมีงานหรือพิธีสำคัญทางศาสนา ชาวบ้านในชุมชนจะรับรู้และเตรียมตัวเข้าร่วมศาสนกิจได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นของข้อพิพาท

กรณีนี้สืบเนื่องจากในวันเดียวกัน ชายชาวพุทธวัย 42 ปี ในเขตธนบุรี ได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์สายไหมต้องรอด โดยระบุว่า ลำโพงของมัสยิดที่หันเข้าชุมชนและเพิ่มจำนวนเป็นประมาณ 12 จุด ทำให้เสียงอาซานช่วงเช้ามืดรบกวนการพักผ่อนต่อเนื่องมากกว่า 4 ปี

ผู้ร้องเรียนเปิดเผยว่า ครอบครัวอาศัยอยู่ในชุมชนมานานกว่า 57 ปี เดิมมัสยิดมีลำโพงอยู่แล้วแต่ไม่รบกวน กระทั่งปี 2566 มีการติดตั้งลำโพงเพิ่มอีก 3 จุด โดยแต่ละจุดอยู่ห่างจากบ้านไม่เกิน 20 เมตร ทำให้เสียงดังเข้ามาภายในบ้านอย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงตี 4 ถึงตี 5

เขายืนยันว่า ไม่ได้มีอคติต่อศาสนาอิสลาม และไม่ได้ต้องการขัดขวางการประกอบศาสนกิจ แต่ต้องการให้ควบคุมระดับเสียงให้อยู่ในระดับที่ไม่กระทบสิทธิของเพื่อนบ้าน พร้อมอ้างว่า หลังเริ่มร้องเรียน เคยมีบุคคลที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการมัสยิดมาที่บ้าน 2 ครั้ง และพูดในลักษณะว่า “ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ออกไป” จนต้องลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

กระแสคอมเมนต์คัดง้าง “เบาเสียงได้”

หลังบทสัมภาษณ์ของกรรมการมัสยิดถูกเผยแพร่โดยหลายสำนักข่าว โดยเฉพาะในเพจของไทยรัฐและเวิร์คพอยท์ เกิดกระแสแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยความเห็นที่ได้รับการกดถูกใจและการสนับสนุนสูงหลายรายการมาจากผู้ใช้ที่ระบุตนเป็นชาวมุสลิม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เรียกร้องให้ยกเลิกการอาซาน แต่เสนอให้ลดระดับเสียงให้เหมาะกับบริบทของชุมชน

“ผมเป็นมุสลิม เรารู้เวลาละหมาดกันอยู่แล้ว เบาเสียงลงได้ เอาแค่พอได้ยินในมัสยิดก็พอ”

“ซุนนะห์ของท่านนบีไม่มีการข่มขู่ใคร เขาไม่ได้ให้หยุดอาซาน แค่ขอให้ลดเสียง ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ อย่าให้คนมองมุสลิมไม่ดี”

อีกหลายความเห็นระบุว่า การใช้เครื่องขยายเสียงไม่ใช่บทบัญญัติทางศาสนา และหากเสียงดังจนสร้างความเดือดร้อนแก่เพื่อนบ้าน ก็เป็นเรื่องที่ควรปรับแก้ เพราะการให้เกียรติผู้ที่อยู่รอบข้างเป็นหลักสำคัญของอิสลาม

ขณะที่ผู้ใช้งานทั่วไปจำนวนมากยังมองว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างศาสนา แต่เป็นเรื่องของการหาความพอดีร่วมกัน โดยเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นวัด มัสยิด หรือโบสถ์ ก็ควรประกอบศาสนกิจได้ภายใต้ระดับเสียงที่ไม่รบกวนการพักผ่อนของผู้คนในชุมชน โดยเฉพาะช่วงเช้ามืด พร้อมเสนอให้ทุกฝ่ายหาจุดสมดุลเพื่ออยู่ร่วมกันในชุมชนอย่างสันติ