ภาพ CENTCOM

สงครามกับอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงบททดสอบทางทหารของสหรัฐในตะวันออกกลาง แต่กำลังเผยให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกองทัพเรือสหรัฐ ตั้งแต่การขาดแคลนเรือรบ การซ่อมบำรุงล่าช้า ไปจนถึงกำลังพลที่ต้องปฏิบัติภารกิจยาวนานเกินขีดจำกัด ตามการวิเคราะห์ในรายงานพิเศษของ TRT World

รายงานระบุว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เพิ่งถอนกำลังออกจากตะวันออกกลาง หลังประจำการต่อเนื่อง 274 วัน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการส่งกำลังที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพเรือสหรัฐ โดยลูกเรือกว่า 5,000 นายใช้เวลามากกว่า 240 วันติดต่อกันในทะเล ระหว่างปฏิบัติการในสงครามกับอิหร่าน

TRT World ชี้ว่า ระยะเวลาที่ผิดปกตินี้ส่งผลต่อสภาพจิตใจของลูกเรืออย่างหนัก มีรายงานความพยายามฆ่าตัวตายที่เชื่อมโยงกับความเหนื่อยล้า การขาดแคลนอาหาร และสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก จนสหรัฐต้องส่ง ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน จากแปซิฟิกมาผลัดเปลี่ยนกำลัง

ไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยว แต่คือสัญญาณ “ใช้งานเกินกำลัง”

รายงานชี้ว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น แต่สะท้อนถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้นกับกองเรือในภาพรวม โดยยกตัวอย่างเหตุขัดข้องของเรือรบหลายลำในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ในเดือนกรกฎาคม เรือพิฆาต ยูเอสเอส เบนโฟลด์ ไฟฟ้าดับนาน 4 วันในทะเลจีนใต้ ลูกเรือกว่า 300 นายไม่มีห้องครัว ห้องน้ำ และเครื่องปรับอากาศ ก่อนถูกลากเข้าฐานทัพซูบิกในฟิลิปปินส์

ขณะเดียวกัน ในเดือนมีนาคม เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด เกิดไฟไหม้ในทะเลแดง ทำให้ลูกเรือ 600 นายไม่มีที่นอน แม้กองทัพเรือยืนยันว่าเรือยังคงปฏิบัติการได้

หากมองแยกเป็นรายเหตุการณ์ ปัญหาเหล่านี้อาจยังไม่ใช่หลักฐานว่ากองทัพเรือสหรัฐกำลังล้มเหลว แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับการส่งกำลังที่ยืดเยื้อ ความล่าช้าในการซ่อมบำรุง และปัญหาอุตสาหกรรมต่อเรือ ก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามรอบใหม่ถึงศักยภาพของกองทัพเรือสหรัฐในการรักษาภารกิจและอำนาจทางทะเลทั่วโลก

ในมุมนี้ เมห์เหม็ต ออซคาน ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศตุรกี ให้สัมภาษณ์กับ TRT World ว่าการสะสมของเหตุการณ์ต่างๆ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่กว้างกว่านั้น

“ผมไม่มองว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องโดดเดี่ยว ความถี่ของอุบัติเหตุ การส่งกำลังที่ยาวนาน และความล่าช้าในการซ่อมบำรุง ล้วนบ่งชี้ถึงปัญหาที่สำคัญกว่านั้นคือ การใช้งานเกินขีดความสามารถในระดับปฏิบัติการ”

ด้าน ริชาร์ด โธมัส บรรณาธิการฝ่ายกลาโหมของ GlobalData กล่าวว่า กองทัพเรือสหรัฐกำลังถูกบีบให้ “ทำภารกิจจำนวนมากด้วยช่วงพักที่น้อยมาก” เนื่องจากจำนวนเรือที่ลดลง ขณะที่เรือรุ่นใหม่ส่งมอบล่าช้า

เขากล่าวเสริมว่า กองทัพเรือสหรัฐถูกมอบหมายให้รับภารกิจจำนวนมหาศาล แทบไม่มีช่วงเวลาพัก ตั้งแต่การเสริมกำลังรอบเวเนซุเอลา ปฏิบัติการโค่นล้มรัฐบาลนิโกลัส มาดูโร จนถึงสงครามกับอิหร่าน

สงครามอิหร่านเผยข้อจำกัดของยุทธศาสตร์โลก

TRT World ระบุว่า สงครามกับอิหร่านถือเป็นบททดสอบที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

การต้องย้าย ยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน จากแปซิฟิกมายังเอเชียตะวันตก สะท้อนปัญหาสำคัญของยุทธศาสตร์สหรัฐ นั่นคือเรือบรรทุกเครื่องบินสามารถย้ายข้ามสมรภูมิได้ แต่ไม่สามารถรักษาการปรากฏตัวในสองภูมิภาคพร้อมกัน

โจเซฟ เกรกอรี มาโฮนีย์ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอีสต์ไชนานอร์มอลในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า

“การโยกย้ายกำลังไปยังเอเชียตะวันตก แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการรักษาปฏิบัติการในหลายสมรภูมิที่มีความสำคัญสูงพร้อมกัน”

ออซคานเสริมว่า กองทัพเรือสหรัฐกำลังถูกคาดหวังให้ทำทุกอย่างพร้อมกัน ทั้งสร้างความมั่นใจให้พันธมิตรยุโรป ยับยั้งจีน รับมือวิกฤตใหม่ รักษากำลังในตะวันออกกลาง และคุ้มครองเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่ “กำลังพลตึงตัว การซ่อมบำรุงถูกเลื่อน การส่งกำลังยาวขึ้น และความพร้อมรบลดลง”

จุดอ่อนที่มองไม่เห็น คือฐานทัพและโลจิสติกส์

รายงานของ TRT World ชี้ว่า สงครามกับอิหร่านไม่ได้กดดันเฉพาะกองเรือรบ แต่ยังเผยให้เห็นความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐ หลังฐานทัพในบาห์เรนได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน จนเพนตากอนต้องหันไปพึ่งฐานทัพ ดิเอโก การ์เซีย มากขึ้นในฐานะศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์

TRT World ระบุว่า อำนาจทางเรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรือบรรทุกเครื่องบินหรือเรือพิฆาตเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเติมเชื้อเพลิง ส่งกำลังบำรุง ซ่อมแซม และหมุนเวียนกำลัง ยิ่งเส้นทางส่งกำลังยืดยาว ภาระด้านโลจิสติกส์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

นั่นหมายความว่า จุดอ่อนที่แท้จริงอาจไม่ใช่เรือรบในแนวหน้า หากแต่เป็นเครือข่ายฐานทัพและระบบสนับสนุนที่ทำให้กองเรือสามารถประจำการได้ เพราะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ตกเป็นเป้าหมายโจมตี ศักยภาพในการฉายอำนาจทางทะเลก็ได้รับผลกระทบทันที

โจเซฟ เกรกอรี มาโฮนีย์ กล่าวว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหากองทัพเรือสหรัฐ แต่เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ปัญหาที่สะสมมานานปรากฏชัดขึ้น

“ปัญหาเหล่านี้มีอยู่ก่อนวิกฤตล่าสุดในภูมิภาคฮอร์มุซ ความขัดแย้งครั้งนี้เพียงทำให้แรงกดดันที่ซ่อนอยู่มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

เรือ 291 ลำ อาจไม่เพียงพอกับภารกิจทั่วโลก

แม้กองทัพเรือสหรัฐยังคงเป็นกองเรือที่ทรงอานุภาพ โดยมีเรือรบ 291 ลำ และเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ 11 ลำ ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2026 แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าจำนวนเรือต้องพิจารณาควบคู่กับภารกิจที่กระจายอยู่ทั่วโลก ทั้งอินโด-แปซิฟิก ยุโรป ตะวันออกกลาง และการเตรียมรับมือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ

โธมัสกล่าวตรงไปตรงมาว่า “มีเรือรบน้อยเกินไป”

นักวิเคราะห์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “วงจรความพร้อมรบ”

รายงานอธิบายวงจรปัญหาความพร้อมรบว่า เมื่อเรือมีจำนวนน้อย เรือที่พร้อมใช้งานต้องออกปฏิบัติการบ่อยขึ้น ส่งผลให้สึกหรอมากขึ้น ต้องเข้าซ่อมนานขึ้น และยิ่งทำให้จำนวนเรือที่พร้อมใช้งานลดลงไปอีก

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่งบ แต่อยู่ที่กำลังการผลิต

TRT World อ้างการประเมินของสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (CBO) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (GAO) ซึ่งพบว่ากองทัพเรือยังเผชิญความล่าช้าในการซ่อมเรือและโครงการต่อเรือ แม้ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดย GAO ระบุว่าตั้งแต่ปี 2015 กองทัพเรือดำเนินการตามข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงอุตสาหกรรมต่อเรือเพียง 30 จาก 90 ข้อ เท่านั้น

ออซคานสรุปว่า

“การเพิ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ปัญหาหลักคือกำลังการผลิตของอุตสาหกรรม ทั้งอู่ต่อเรือ แรงงานฝีมือ ห่วงโซ่อุปทาน และงานซ่อมบำรุง ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัว”

สหรัฐอาจต้องเลือกลดบทบาทในบางภูมิภาค

ช่วงท้ายของรายงาน TRT World ระบุว่า หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อหรือเข้าสู่ภาวะชะงักงัน สหรัฐอาจจำเป็นต้องลดการปรากฏตัวของกองทัพเรือในอ่าวเปอร์เซีย หรือแม้แต่น่านน้ำยุโรป เพื่อโยกกำลังไปสนับสนุนสมรภูมิที่มีความสำคัญกว่า

การเปลี่ยนสมดุลนี้อาจเปิดพื้นที่ให้มหาอำนาจระดับกลางอย่าง ตุรกี มีบทบาทด้านความมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะในฐานะพันธมิตรนาโตที่ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ระหว่างทะเลดำ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และตะวันออกกลาง

เมห์เหม็ต ออซคาน มองว่า หากกองทัพเรือสหรัฐไม่สามารถรักษาการปรากฏตัวได้อย่างต่อเนื่อง จะยิ่งเร่งแนวโน้มให้ประเทศในแต่ละภูมิภาครับผิดชอบความมั่นคงของตนเองมากขึ้น

“กองทัพเรือสหรัฐที่มีบทบาทไม่สม่ำเสมอ จะเร่งแนวโน้มไปสู่การที่ภูมิภาคต่าง ๆ ดูแลความมั่นคงของตนเอง” พร้อมระบุว่า ยุทธศาสตร์ใหม่นี้อาจช่วยเพิ่มทั้งความเป็นอิสระและความรับผิดชอบเชิงยุทธศาสตร์ของตุรกี

ด้าน ริชาร์ด โธมัส เห็นว่า การลดอิทธิพลทางเรือของสหรัฐจะ “สร้างทั้งพื้นที่และความไม่แน่นอนมากขึ้น” สำหรับประเทศอำนาจปานกลางในยุโรปและตะวันออกกลาง

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองเห็นตรงกันว่า บททดสอบสำคัญไม่ได้อยู่ที่สงครามอิหร่านเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่คำถามว่า กองทัพเรือสหรัฐจะยังรักษาความสามารถในการปฏิบัติการพร้อมกันทั่วโลกได้อีกนานเพียงใด ภายใต้ข้อจำกัดของเรือรบ กำลังพล และอุตสาหกรรมต่อเรือที่ตึงตัวมากขึ้น.