ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) เปิดเผยว่า เดือนตุลาคมมีรายงานการโจมตีเรือในและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้น โดยมีรายงานเหตุโจมตีมากกว่า 30 ครั้ง เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับเดือนกันยายน สะท้อนถึงความรุนแรงของสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาค
ตามรายงานของ UKMTO ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเรืออังกฤษ ระบุว่า ในเดือนตุลาคมมีการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ อ่าวโอมาน และอ่าวเปอร์เซีย รวมกันมากกว่า 30 ครั้ง โดยก่อนหน้านี้มีเพียงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นเดือนแรกของสงครามเท่านั้นที่มีรายงานเหตุโจมตีถึงระดับ 30 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม จำนวนดังกล่าวอาจต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจาก UKMTO นับเฉพาะเหตุโจมตีที่ได้รับรายงานจากเรือที่ผ่านการยืนยันตัวตนในพื้นที่เท่านั้น นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้มีรายงานเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางทะเลรวม 145 ครั้ง
รายงานระบุว่า แม้ UKMTO จะไม่ได้ติดตามหรือยืนยันว่าใครเป็นผู้ยิงอาวุธที่โจมตีเรือ แต่การโจมตีส่วนใหญ่มาจากอิหร่าน โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มักออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีเหล่านี้ นอกจากนี้ อิหร่านยังเริ่มกล่าวอ้างว่ามีเรือจำนวนมากประสบเหตุชนทุ่นระเบิดในพื้นที่ แม้เหตุการณ์ดังกล่าวส่วนใหญ่จะไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีรายงานของ UKMTO
สำหรับเส้นทางเดินเรือ UKMTO ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา จากเหตุโจมตีเรือด้วยอาวุธประเภทกระสุนหรือขีปนาวุธทั้งหมด 81 ครั้ง ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ มี 59 ครั้งเกิดขึ้นตามเส้นทางเดินเรือด้านใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางที่สหรัฐฯ สนับสนุนและเคยใช้ในการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันออกจากอ่าวเปอร์เซีย
ขณะที่อิหร่านระบุว่าเส้นทางเดินเรือด้านใต้ดังกล่าวเป็นเส้นทางที่ผิดกฎหมาย และยืนยันว่าเรือควรใช้เส้นทางด้านเหนือซึ่งอยู่เลียบชายฝั่งอิหร่านแทน ความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นสำคัญของความขัดแย้งด้านความมั่นคงในช่องแคบฮอร์มุซ








