“พระพุทธรูปคาร์กาห์” เมืองกิลกิต มรดกแห่งพุทธศาสนาที่ยังคงเหลืออยู่ใน “ปากีสถาน”

479
credit : app.com.pk

พระพุทธรูปคาร์กาห์ (Kargah Buddha) พระพุทธรูปที่ถูกแกะสลักไว้บนหน้าผา ในหุบเขาคารกาห์ (Kargah Valley) ห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตรจากตัวเมืองกิลกิต เมืองโบราณและจุดแวะสำคัญในเส้นทางสายไหม 

เมืองกิลกิต ตั้งอยู่ในหุบเขากว้าง เป็นเมืองหลวงของดินแดน “กิลกิต-บัลติสถาน” ในจุดเหนือสุดของประเทศปากีสถาน และนับเป็นเมืองที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง

“กิลกิต-บัลติสถาน” มีพื้นที่ภาคตะวันตกติดต่อกับแคว้นไคเบอร์ปัคตูนควา ภาคเหนือติดประเทศอัฟกานิสถาน ภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือติดต่อกับเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของประเทศจีน และภาคตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกับแคชเมียร์ ดินแดนพิพาทปากีสถาน-อินเดีย

แผนที่ประเทศปากีสถาน / ภาพ วิกิพีเดีย

กิลกิตเป็นเมืองโบราณ เคยเป็นจุดแวะสำคัญในเส้นทางสายไหม นอกเหนือจากการค้าผ้าไหม เครื่องเทศ และสินค้าอื่นๆ แล้ว  เส้นทางเครือข่ายนี้มีบทบาทสำคัญในการเป็นทางผ่านถ่ายทอดวัฒนธรรม ศาสนา และอารยธรรมมานานหลายศตวรรษ อันเป็นผลมาจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของจีน เอเชียกลาง แคชเมียร์ ทิเบต อัฟกานิสถาน อิหร่าน และอินเดีย

กิลกิตจึงเป็นหนึ่งในเส้นทางการเผยแพร่พระพุทธศาสนาจากอินเดียไปสู่เอเชีย การแพร่กระจายของพระพุทธศาสนาในกิลกิต และบริเวณโดยรอบมีการเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งต่อการเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางสายไหม

เส้นทางหลักของเส้นทางสายไหม / ภาพ วิกิพีเดีย

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เปิดเผยว่า พุทธศาสนาเคยอยู่ในวัดวาอารามที่นี่ก่อนที่อิสลามจะเข้ามาในภูมิภาคนี้ ผู้คนเคยปฏิบัตินับถือพุทธศาสนา หรือหลายรูปแบบของศาสนาในท้องถิ่นรวมถึง “เชมัน” (Shamanism) กลุ่มบุคคลที่เชื่อว่ามีความสามารถในทางวิญญาณ มีความสามารถในการรักษาโรคด้วยวิญญาณ ในบางวัฒนธรรมจะเชื่อว่าสามารถควบคุมสภาพอากาศ สามารถเดินทางไประหว่างโลกมนุษย์ โลกวิญญาณ นรก และสวรรค์

credit : northernaop.com

หนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญของยุคพุทธกาลในดินแดนแห่งนี้ก็คือ พระพุทธรูปคาร์กาห์ (Kargah Buddha) พระพุทธรูปที่ถูกแกะสลักไว้บนหน้าผา ในหุบเขาคารกาห์ (Kargah Valley) ห่างออกไปจากตัวเมืองกิลกิตประมาณ 10 กิโลเมตร และอยู่ใกล้คาร์กาห์ นาลา (Kargah Nala)สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศปากีสถาน

ประติมากรรมแห่งพุทธศาสนานี้ ถูกค้นพบพร้อมกับเจดีย์ 3 องค์ซึ่งสูง 400 เมตร ในช่วงปี ค.ศ.1938-1939

ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับอายุของพระพุทธรูป หลายรายงานระบุว่าแกะสลักในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 แต่บางรายงานเชื่อว่าได้รับการแกะสลักในศตวรรษ 3 หรือ 4 ขณะที่บางรายงานระบุ ศตวรรษ 4 หรือ 5

ภาพ วิกิพีเดีย

กรมโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ของปากีสถานระบุว่า ความสูงของพระพุทธรูปอยู่ราว 40 ถึง 50 ฟุต ในขณะที่ความกว้างยังไม่ได้มีการประมาณการ เป็นประติมากรรมพระพุทธรูปในสไตล์ทิเบตในคริสต์ศตวรรษที่ 4 หรือ 5

ยังมีตำนานที่เกี่ยวกับพระพุทธรูปแกะสลักคาร์กาห์นี้ที่ถูกเล่าขานโดยชาวบ้านในท้องถิ่น ตามตำนานระบุว่า กาลครั้งหนึ่ง บริเวณแถบนี้เป็นที่อยู่ของยักษ์กินคนนางหนึ่ง ที่เรียกกันว่า “ยักษิณี” (Yakhsni) ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากยักษ์ตนนี้ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากนักบวชที่ผ่านทาง และนักบวชก็ได้ตรึงนางยักษิณีตนนี้ไว้ที่ก้อนหิน

credit :northernaop.com

มูฮัมหมัด ฮัสซัน อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการกรมโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ของปากีสถาน ประจำกิลกิต-บัลติสถาน ระบุว่า มีหินแกะสลักที่คล้ายกันนี้กว่า 30,000 ชิ้น ในกิลกิต-บัลติสถาน ซึ่งอาจกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหากได้รับการเก็บรักษาและบำรุงรักษาไว้

อย่างไรก็ตาม ดินแดนกิลกิต-บัลติสถาน ที่มีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย และโบราณสถานมากมายแห่งนี้ ก็ยังขาดผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีเพื่อรักษามรดกล้ำค่าสำหรับนักท่องเที่ยวและการศึกษาของคนรุ่นต่อ ๆ ไป ทั้งการสืบค้นหรือขุดค้นทางประวัติศาสตร์ก็ยังไม่ได้ถูกดำเนินการอย่างจริงจังอันเนื่องจากขาดความเชี่ยวชาญดังกล่าว

ชมคลิป

อ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Kargah_Buddha
https://www.app.com.pk/picture-of-neglect-in-kpk-province/
http://www.northernaop.com/gb_post/gilgit-valley/the-kargah-buddha-in-gilgit-baltistan/