ย้อนรอยการเมือง Di Selatan (5)

254

หนังสือฉันทานุมัติที่มอบอำนาจให้เต็งกูมะห์มุด มูไฮยิดดิน เป็นตัวแทนเจรจาข้อเรียกร้อง 7 ข้อกับรัฐบาลไทยที่ตวนกูรูหะยีสุหลงฯและคณะเสนอต่อรัฐบาลไทยตั้งแต่สมัยพล เรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เสมือนหนึ่งเป็นการเติมเชื้อเพลิงลงในกองไฟที่กำลังลุกโชนขึ้นไปอีก เพราะเนื้อหาในหนังสือเป็นข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐไทยและรัฐบาลไทยด้วย ถ้อยคำที่รุนแรง มีทั้งข่มเหง รังแก ริดรอนสิทธิเสรีภาพ และละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวมลายูปาตานี

พระยารัตนภักดี ข้าหลวงประจำจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลกลางให้แก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ โดยมุ่งจะขจัดต้นตอของปัญหาคือตวนกูรูหะยีสุหลงฯ จึงได้โอกาสที่จะจัดการดำเนินคดีกับตวนกูรูหะยีสุหลงฯ เพราะหนังสือฉันทานุมัติที่ล่ารายชื่อให้ชาวมลายูปาตานีเซ็นชื่อนั้นบางฉบับ ได้ตกอยู่ในกำมือของพระยารัตนภักดี ทำให้สามารถนำไปเป็นหลักฐานที่จะดำเนินคดีเอาผิดกับตวนกูรูหะยีสุหลงฯได้ ดังนั้น พระยารัตนภักดีจึงได้รายงานพฤติกรรมของตวนกูรูหะยีสุหลงฯให้กับหลวงสินาด โยธารักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทราบ และคำสั่งจากส่วนกลางอนุมัติให้จับกุมดำเนินคดีกับตวนกูรูหะยีสุหลงฯกับพวก ทันที.

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2491 ตำรวจอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ได้จับกุม นายหะยีแวอูเซ็ง แวเด็ง พร้อมกับหนังสือฉันทานุมัติ ซึ่งนายหะยีแวอูเซ็งฯ ได้ให้การซัดทอดว่าหนังสือฉันทานุมัติได้รับมาจากตวนกูรูหะยีสุหลงฯ ในเย็นวันนั้นเองพระยารัตนภักดีได้เรียกประชุมคณะกรมการจังหวัดปัตตานี วางแผนดำเนินการจับกุมตวนกูรูหะยีสุหลงฯ และพรรกพวก จึงมีมติสั่งการให้ พันตำรวจตรี สม สุนทรรัตน์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ไปจับกุมตวนกูรูหะยีสุหลงฯที่บ้านพักในตำบลอาเนาะรู อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ตวนกูรูหะยีสุหลงฯ กล่าวใเหตุการณ์ตอนนี้ว่า

” ผู้กำกับการตำรวจมาที่บ้านข้าพเจ้าพร้อมตำรวจอีกหลายคน เมื่อเวลาห้าโมงเย็นของวันศุกร์ ที่ 5 ของเดือน รอบิอุลอาวัล ฮ.ศ. 1367 ตรงกับวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2491 โดยได้รับคำสั่งจากพระยารัตนภักดี ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี มาให้จับข้าพเจ้าและตรวจค้นในบ้านของข้าพเจ้า เพราะทำหนังสือร้องเรียนไปยังตนกูมะไฮยิดดิน บิน ตนกูอับดุลกาเดร์ เกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ของราษฎปัตตานีต่อรัฐบาลไทย….” ( บางตอนจากวิทยานิพนธ์ของ นายเฉลิมเกียรติ ขุนทองเพชร )

เมื่อตวนกูรูหะยีสุหลง โต๊ะมีนา กับ พวก ถูกจับกุมแล้ว ชาวมลายูปาตานีในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส และ ยะลา ได้แสดงปฏิกริยาไม่พอใจอย่างมาก และบางกลุ่มได้รวมกลุ่มประท้วงตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2491 และเรียกร้องให้ทางการชี้แจงเหตุผลในการจับกุมครั้งนี้และขอให้ทางการอนุญาต ให้ประกันตัวตวนกูรูหะยีสุหลงฯกับพวก ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2491 บรรดาผู้นำศาสนาระดับโต๊ะครูและอิหม่ามรวมตัวกันได้ประมาณ 200 คน ได้ชุมนุมที่สำนักงานกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานีประท้วงพระยารัตนภักดี ข้าหลวงประจำจังหวัดปัตตานี  ในฐานะเป็นผู้สั่งการจับกุมและเดินทางไปเยี่ยมตวนกูรูหะยีสุหลงฯและพวกที่ เรือนจำ หลังจากนั้นจะเดินทางไปพบพระยารัตนภักดีที่จวนข้าหลวง แต่ไม่สามารถไปพบได้ เพราะทางการได้ใช้ตำรวจจำนวนมากสกัดกั้นมิให้เดินทางไปได้ จึงได้สลายตัวการชุมนุมในที่สุด.

จากการแสดงปฏิกริยาไม่พอใจของชาวมลายูปาตานีกรณีทางการจับกุมตวนกูรูหะยีสุ หลงฯดังกล่าวข้างต้น ทำให้ทางการได้ทราบถึงอิทธิพลและบารมีของตวนกูรูหะยีสุหลงฯที่มีอยู่ในจิตใจ ของชาวมลายูปาตานีอย่างมากมายเช่นนี้ เป็นที่น่าเป็นห่วงว่าหากมีการฟ้องร้องและมีการดำเนินคดีที่ศาลจังหวัด ปัตตานีแล้ว จะทำให้ไม่สะดวกในการพิจารณาคดี เพราะจะมีชาวมลายูปาตานีรวมตัวกันมาที่ศาลทุกครั้งที่มีการพิจารณาคดี อาจมีการใช้กำลังยื้อแย่งตัวตวนกูรูหะยีสุหลงฯ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ และอาจนำไปสู่การจลาจลได้ ด้วยเหตุนี้ พระยารัตนภักดี จึงสั่งการให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนคดีอย่างรีบเร่ง เพื่อสรุปสำนวนส่งอัยการโดยเร็ว เมื่ออัยการจังหวัดปัตตานีได้รับสำนวนแล้ว ได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดปัตตานี พร้อมกับยื่นคำร้งต่อศาลฎีกาผ่านศาลจังหวัดปัตตานี เพื่อขอโอนคดีไปยังศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช  ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้อนุญาตตามคำร้องขอของอัยการ ซึ่งได้ให้เหตุผลประกอบในการขอโอนคดีไปยังศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชดังนี้.

” …..ด้วยฐานะของจำเลยคือ นายหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี มีอิสลามเป็นพรรคพวกและสานุศิษย์จำนวนมากในจังหวัดปัตตานีและจังหวัดใกล้ เคียงตลอดถึงจังหวัดสงขลา…..เพียงในขณะที่พนักงานสอบสวนนำจำเลยทั้ง 4 มาขอให้ศาลชั้นต้นฝากขังระหว่างสอบสวน ก็ได้มีพรรคพวกชาวอิสลามส่วนมากแห่งท้องถิ่นชุมนุมเป็นจำนวนมากและปรากฎว่า ได้เป็นเหตุกระทบกระเทือนความรู้สึกของประชาชนส่วนมากแห่งท้องถิ่นหวาดเกรง การปะทะ และน่ากลัวว่าจะเกิดความไม่สงบในระหว่างกระทำการพิจารณาสอบพยานบุคคล ซึ่งส่วนมากเป็นชาวอิสลาม และเจ้าหน้าที่ อาจเป็นการขัดขวางความเรียบร้อยแก่การพิจารณาของศาลจังหวัดปัตตานี ” ( บางตอนจากวิทยานิพนธ์ของ นายเฉลิมเกัยรติ ขุนทองเพชร ).

อย่างไรก็ตามก่อนที่ศาลฎีกาจะอนุญาตตามคำร้องขอของพนักงานอัยการจังหวัด ปัตตานีนั้น ทนายของตวนกูรูหะยีสุหลงฯ คือ นายสำราญ อิมะชัย ได้เดินทางขึ้นกรุงเทพฯเพื่อยื่นคำร้องคัดค้านการขอโอนคดีนี้ไปพิจารณาที่ ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชต่อประธานศาลฎีกา แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะประธานศาลฎีฟังเหตุผลของอัยการจังหวัดปัตตานีมากกว่า.

เมื่อคดีต้องพิจารณที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว ก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคแก่ผู้ตกเป็นจำเล