“สนธิ ลิ้มทองกุล” ลั่น “ผมรังเกียจอิสราเอล” ซัด “ดอน” เบื้องหลังปลดป้ายหนุนปาเลสไตน์ กต.โต้ “ไม่เกี่ยว”

654

“ผมรังเกียจอิสราเอลมาก” สนธิ ล้ิมทองกุล ลั่นกลางรายการ “SONDHI TALK” ทั้งจัดหนักกล่าวหา “ดอน ปรมัตถ์วินัย” รมว.ต่างประเทศ ขี้ข้าสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังเจ้าหน้าที่สั่งรื้อป้ายบิลบอร์ดที่ชาวมุสลิมไทยแสดงจุดยืนยันสนับสนุนปาเลสไตน์ ด้านกต.แถลงโต้ทันควัน “ไม่มีเอี่ยว” เรื่องนี้

เมื่อวันศุกร์ ที่ 9 มิ.ย. 64 เวลา 9.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สดรายการ “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” โดยในช่วงหนึ่งของรายการนายสนธิได้กล่าวถึง กรณีเจ้าหน้าที่ทางการไทยสั่งการและกดดันให้ปลดป้ายบิลบอร์ดสนับสนุนปาเลสไตน์ของชาวไทยมุสลิม

ทั้งนี้ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ดังกล่าวมองเห็นได้ชัดเจนบนทางด่วนช่วงจะลงไปยังถนนสาธุประดิษฐ์ กรุงเทพฯ มีพื้นหลังเป็นธงชาติประเทศ “ปาเลสไตน์” พร้อมข้อความภาษาอังกฤษว่า “FREE PALESTINE” ได้ถูกเช่าโดยชาวมุสลิมไทยกลุ่มหนึ่ง เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนและแสดงความเป็นอันหนึ่งเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองดินแดนโดยอิสราเอล หลังช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างอิสราเอลที่เสริมกำลังปฏิบัติการโจมตีในเขตกาซา ขณะที่นักรบปาเลสไตน์ก็ระดมยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอล ซึ่งนับเป็นการสู้รบครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี

ธงชาติ “ปาเลสไตน์” พร้อมข้อความ “FREE PALESTINE” บนป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ ช่วงลงทางด่วนแถวสาธุประดิษฐ์

แม้ที่ผ่านมา มุสลิมไทยมีกิจกรรมแสดงจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์มาโดยตลอดตามวาระต่างๆ ทั้งการเดินขบวน จัดการเสวนา สัมมนา แต่ก็ยังไม่เคยปรากฏว่ามีการทุ่มซื้อป้ายโฆษณาขนาดใหญ่เช่นนี้มาก่อน จึงอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นครั้งแรกและเป็นพัฒนาการใหม่ของมุสลิมไทยในการแสดงความเป็นอันหนึ่งเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดอะพับลิกโพสต์และสื่ออื่นๆ นำเสนอข่าวการติดป้ายมุสลิมไทยทุ่มซื้อป้ายโฆษณากลางกรุง แสดงจุดยืนหนุน “ปาเลสไตน์” ปรากฏว่า เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้นป้ายดังกล่าวก็ถูกปลดลง โดยมีกระแสข่าวว่าถูกกดันจากเจ้าที่ จึงทำให้อุณหภูมิความไม่พอใจร้อนฉ่าขึ้นในสังคมมุสลิม โดยเฉพาะในโลกโซเชียล พร้อมกับมีความพยายามสืบหาว่า ใครคือเงามืดผู้อยู่เบื้องหลังการสั่งปลดป้าย??

ปาเลสไตน์อยู่มาหลายพันปี อิสราเอลคือผู้รุกราน

ในไลฟ์สดรายการ “SONDHI TALK” นายสนธิ ล้ิมทองกุล ได้เริ่มต้นด้วยการนำเสนอข้อมูลการยึดครองปาเลสไตน์ที่อิสราเอลดำเนินการเขมือบดินแดนนี้มาตั้งแต่ปี 1946 จนเหลือพื้นที่ให้ชาวปาเลสไตน์เจ้าของเดิมเพียงน้อยนิดเมื่อสิ้นสุดปี 2010 และอิสราเอลก็ยังคงพยายามดำเนินการเช่นนั้นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ภายใต้การสนับสนุนของชาติตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและสหรัฐฯ

“การขยายตัวของชาวยิวในปาเลสไตน์นั้นได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังของอิสราเอล ขับไล่ชาวปาเลสไตน์ ยิง ฆ่า ละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกอย่าง โดยการสนับสนุนจากชาติตะวันตก”

“อังกฤษ อเมริกา ตัวดีเลย ที่สนับสนุนชาวอิสราเอล รุกข้ามเขตแดนต่างๆ ที่ชาวปาเลสไตน์อยู่อาศัย และมีการตกลงกันแล้วระดับหนึ่งในสหประชาชาติว่าตรงนี้เป็นส่วนของชาวปาเลสไตน์ ตรงนี้เป็นส่วนของชาวอิสราเอล แต่ (อิสราเอล) ไม่ยอม จะยึดให้หมดเลย ก็เลยเกิดสงคราม” นายสนธิกล่าวในรายการ

ปาเลสไตน์คือสัญลักษณ์ของชาวมุสลิมทั่วโลก

ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ชี้ให้เห็นว่า ประเด็นปัญหาปาเลสไตน์นั้นเป็นวาระสำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของชาวมุสลิมทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแค่ตะวันออกกลาง

“ทุกคนสนับสนุนให้ชาวปาเลสไตน์ต่อสู้กับอิสราเอล” นายสนธิกล่าวและย้ำว่า “เพราะฉะนั้นผู้ชมต้องเข้าใจว่า เรื่องที่ผมพูดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นเรืองจิตใจของคนที่มีความเชื่อ”

“ชาวมุสลิมทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ต่างให้กำลังใจชาวปาเลสไตน์ เพราะชาวมุสลิมในปาเลสไตน์ถูกชาวยิวรังแก โดยได้รับการสนับสนุนจากตะวันตก คืออเมริกาและอังกฤษ”

ในรายการนายสนธิได้นำภาพตัวอย่างการสนับสนุนของชาวมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมที่มีต่อปาเลสไตน์ เช่น ในการประชุมสภาที่ประเทศไอร์แลนด์ มีส.ส.อย่างน้อย 4 คน ที่ได้สวมแมสก์ลายธงปาเลสไตน์พร้อมข้อความ FREE PALESTINE เพื่อแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชาวปาเลสไตน์ ที่ถูกยึดครองบ้านเรือน รวมทั้งนักฟุตบอลชาวมุสลิมในทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ที่เดินโบกธงปาเลสไตน์กลางสนามในระหว่างการฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูการล่าสุด 2020-2021 และนักเตะมุสลิม 2 คนในทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่เดินโบกธงในสนามโอลด์แทรฟฟอร์ดระหว่างการเตะกับทีมฟูลแล่มในช่วงที่มีการสู้รบอย่างหนักระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมทั้งการออกมาชุมนุมของชาวมุสลิมทั่วโลกเพื่อแสดงการสนับปาเลสไตน์ ทั้งใน กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น, เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย, กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้, กรุงจาการ์ต้า อินโดนีเซีย, กรุงปารีส ประเทศฝรังเศส, เมืองฮัมเบิร์กและเมืองเบอร์ลิน เยอรมนี, กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนิวยอร์ก สหรัฐฯ เป็นต้น

“ทำไมผมต้องเอารูปพวกนี้แต่ละประเทศมาให้ผู้ชมดู ผมต้องการแสดงให้ท่านผู้ชมเห็นว่าเรื่องของชาวปาเลสไตน์นั้นเป็นเรื่องของชนชาวมุสลิมทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะที่ปาเลสไตน์หรืออิสราเอล”

“เรียกได้ว่าว่าชาวมุสลิมทั่วโลกรณรงค์เพื่อชาวปาเลสไตน์ ด้วยแคมเปญ FREE PALESTINE หรือปลดปล่อยปาเลสไตน์นั้นมันเป็นเรื่องปกติ” นายสนธิกล่าวและเน้นย้ำว่า “เป็นสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออกที่สามารถกระทำได้”

เจ้าหน้าที่ไทยสั่งปลดป้ายทำไม?

“แต่ในประเทศไทยกลับไม่ได้เป็นอย่างนี้” นายสนธิระบุ โดยการนำกรณีต่างประเทศดังกล่าวมาเทียบเคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อเจ้าหน้าที่สั่งปลดป้ายสนับสนุนปาเลสไตน์ซึ่งผิดแผกไปจากประเทศอื่นๆ

โดยนายสนธิเล่าว่า “เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 กลุ่มชาวมุสลิมในประเทศไทยกลุ่มหนึ่ง ที่เดิมจัดกิจกรรมแสดงจุดยืนสนับสนุนปาเสไตน์มาโดยตลอดตามวาระต่างๆ ทั้งการเดินขบวน สัมมนา เสวนา ได้รวบรวมเงินก้อนหนึ่งไปเช่าป้ายโฆษณาเพื่อแสดงออกเรื่องนี้ เป็นป้ายขนาดใหญ่ติดธงชาติปาเลสไตน์ พร้อมข้อความภาษษอังกฤษว่า FREE PALESTINE เหมือนทุกประเทศในโลกที่เขาประท้วงกัน ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจนบนทางด่วนช่วงจะลงไปยังถนนสาธุประดิษฐ์ กรุงเทพฯ โดยมุมบนขวาเขียนว่า เรารักปาเลสไตน์ แต่ที่สุดก็ถูกสั่งปลดภายในเวลาอันรวดเร็ว”

ลั่น! “ผมรังเกียจอิสราเอลมาก” ฆาตกรมือเปื้อนเลือด

“ผมเป็นชาวพุทธ ท่านผู้ชม ผมเข้าใจว่าท่านผู้ชมหลายท่านไม่ชอบปาเลสไตน์ ไม่ชอบชาวอิสลาม ไม่ชอบมุสลิม แต่ผมคิดว่าชาวมุสลิมเป็นคนน่าสงสารน่าเห็นใจ เราต้องแยกให้ถูก ระหว่างชาวมุสลิมที่เป็นผู้ก่อการร้ายกับชาวมุสลิมที่รักสันติ ทุกประเทศมีคนดีมีคนเลว ทุกศาสนาก็มีคนดีและคนเลว ทุกความเชื่อก็มีทั้งคนดีคนเลว แต่คำสอนของศาสดาทุกศาสนา ไมว่าจะเป็นพระนบีมูฮัมหมัด พระพุทธเจ้า พระเยซู ล้วนแล้วแต่สอนให้คนทำดีกันทั้งสิ้น”

“เพราะฉะนั้นแล้วสำหรับผม ผมรังเกียจการรังแกคนที่อ่อนแอ และผมรังเกียจอิสราเอลมาก เพราะได้รับการหนุนหลังจากอเมริกาและอังกฤษในการยึดครองพื้นที่ของชาวปาเลสไตน์” นายสนธิกล่าวชัดเจนในรายการและว่า “ท่านผู้ชมครับ เขาอยู่กันมาเป็นพันๆ ปีแล้ว ถ้าท่านผู้ชมมีจิตใจที่รักความเป็นธรรม ท่านผู้ชมจะเห็นได้ว่าชาวปาเลสไตน์โดนรังแกมาโดยตลอด ตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ถูกรุกรานโดยอิสราเอล”

“อิสราเอลมีประชากรประมาณ 11 ล้านคน อมริกาส่งเงินช่วยทางการทหารปีละประมาณแสนล้านบาทมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว จนอิสราเอลสามารถจะพัฒนาอาวุธที่ทันสมัยได้ และส่งขายไปทั่วโลก”

“อิสราเอลคือประเทศกระหายเลือด กระหายสงคราม ผมต้องพูดเช่นนี้ ผมรู้หลายๆ ท่านไม่ชอบปาเลสไตน์ ชอบอิสราเอลมากกว่า เพราะผมสังเกตจากคอมเมนต์ต่างๆ เขียนชมอิสราเอล ท่านผู้ชมครับ คนที่คิดอย่างนั้น ผมอยากถามว่า จิตใจท่านทำด้วยอะไร??”

“อิสราเอล คือฆาตกรมือเปื้อนเลือด แย่งชิงที่อยู่อาศัยของเขา ทำร้าย พ่อแม่ พี่น้อง ลูกๆ ของเขา ในนามของการยึดครองพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งของอิสราเอลให้มากขึ้นกว่าเดิม” ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการกล่าวในการไลฟ์ครั้งนี้

“อิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนมาตลอดเวลา และคนที่อยู่เบื้องหลังก็คืออเมริกา ซึ่งอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อรุกรานประเทศที่ตนเองต้องการจะรุกราน แต่กลับหนุนอิสราเอลให้ละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่หยุดไม่หย่อน”

ใครอยู่เบื้องหลังสั่งปลดป้าย?

นายสนธิระบุว่า ทางรายการได้ติดต่อสอบถามไปยังผู้เช่าป้ายโฆษณาซึ่งได้รับคำตอบว่า พวกเขาได้รับไอเดียจากมุสลิมในสหราชอาณาจักรและบางประเทศในยุโรป ซึ่งเป็นการแสดงออกตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่ได้ละเมิดกฎหมายใดๆ แต่ก็มาถูกกดดันให้ปลดออกในเวลาต่อมา

“ป้ายดังกล่าวที่อยู่บริเวณทางด่วนช่วงทางลงถนนสาธุประดิษฐ์ ติดอยู่ได้ไม่กี่วัน กลับมีเจ้าหน้าที่รัฐไปกดดันให้เอาป้ายลง โดยอ้างว่า เกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิสราเอล โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกองบังคับการตำรวจสันติบาลได้โทรศัพท์ติดต่อกับผู้เช่าให้เอาป้ายลง แต่ถูกปฏิเสธ”

“ผมเรียนถามเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเป็นรองผู้บัญชาการการตำรวจสันติบาล ก็เป็นไปได้ว่าผู้บัญชาการการตำรวจสันติบาลต้องรับรู้เรื่องนี้หรือถูกสั่งงานมา ถ้ากองบัญชาการตำรวจสันติบาลถูกสั่งงานมาก็แสดงว่า พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ก็ต้องรู้เรื่องนี้เช่นกัน และถ้าผบ.ตร. รู้เรื่องนี้ ก็แสดงว่า ต้องมีคนที่ใหญ่กว่าผบ.ตร. แจ้งมา”

“ก็หนีไม่พ้นอยู่ 2 คน คนแรกก็คือพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แต่พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงไม่ได้รู้เรื่องนี้ หรือก็ไม่ได้สนใจ คนที่น่าจะไปบอกพล.อ.ประยุทธ์ ว่า เดี๋ยวเราจะขัดแย้งกับอิสราเอลน่ะถ้าปล่อยให้ป้ายนี้อยู่ต่อ น่าจะเป็นนายดอน ปรมัตถ์วินัย (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) เพราะว่านายดอน เป็นคนที่รับใช้สหรัฐอเมริกามาโดยตลอดทุกเรื่อง แล้ววันหลังผมจะนำเสนอข้อมูลบางอย่างให้เห็นว่านายดอนกำลังทำกิจกรรมอะไรหลายอย่างกับประเทศทางตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา และอาจจะทำให้ประเทศไทยเดือดร้อน” นายสนธิตั้งข้อสังเกต

นายสนธิเปิดเผยข้อมูลต่อว่า หลังจากเจ้าหน้าที่กดดัน แต่เจ้าของป้ายไม่ยอมเอาลง ก็มีการกดดันเพิ่มขึ้น โดยระบุว่าจะให้ฝ่ายโยธาธิการของสำนักงานเขตสั่งการให้เอาป้ายลงให้ได้ มิฉะนั้นจะดำเนินการตามกฎหมาย อ้างระเบียบพร้อมข่มขู่จะตรวจสอบป้ายในลักษณะอื่นๆ ทั้งหมดหากไม่ดำเนินการปลดป้ายลงมา

“วันเสาร์ ที่ 5 มิถุนายน เจ้าของป้ายก็ตัดสินปลดป้ายสนับสนุนปาเลสไตน์ลง เพราะเกรงจะได้รับผลกระทบจากคำขู่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็คือตำรวจนั่นเอง”

“ความกดดันของภาครัฐให้ปลดป้ายสนับสนุนปาเลสไตน์ ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อย่างสันติวิธี เขาไม่ได่ทำอะไรผิดกฎหมาย เรืองแบบนี้ไม่เคยมีในโลก… ไม่เคยมี… กรณีแบบนี้ที่อื่นไม่เคยเกิดขึ้น!!” นายสนธิย้ำ

ชี้มุสลิมไม่พอใจ แนะฟังคำเตือนผู้นำมุสลิมชีอะห์ไทย

“ท่านผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลครับ, พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข, นายกฯ ประยุทธ์, คุณดอน ปรมัตถ์วินัยครับ ชาวมุสลิมในประเทศไทยไม่พอใจมากที่รัฐบาลร่วมกันใช้อำนาจปลดป้ายดังกล่าวลง” นายสนธิกล่าวและบอกว่า อีกทางหนึ่งชาวมุสลิมก็คงขอบคุณรัฐบาลที่ทำให้พวกเขาสามัคคีกัน “ขอบพระคุณมากที่ทำเช่นนั้น เพราะในที่สุดแล้วนิกายซุนนีกับนิกายชีอะห์ที่ไม่ถูกกันมานานแสนนานวันนี้กลายเป็นเพื่อนกัน จับมือต่อต้านรัฐบาลไทย”

นอกจากนั้นนายสนธิยังได้นำปฏิกิริยาความไม่พอใจของ “ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี” นักการศาสนามุสลิมไทยผู้มีชื่อเสียง มาเตือนเจ้าหน้าที่ไทย

“ท่านซัยยิดสุไลมาน ฮูซันนี คือใคร? ท่านเป็นผู้นำมุสลิมชีอะห์ในประเทศไทย เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแลกนักโทษระหว่างสายลับชาวออสเตรเลียกับนักโทษอิหร่านที่อยู่ในประเทศไทย และไทยก็ได้ประโยชน์เป็นเรื่องของการถอนฟ้องจากเหมืองทองอัครา” นายสนธิระบุพร้อมตั้งคำถามว่า “สหรัฐเคยมาช่วยไหม อิสราเอลเคยมาช่วยไหม แต่ท่านซัยยิดได้ฃ่วยทำให้เหมืองทองอัคราซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทคิงส์เกตถอนฟ้องประเทศไทยไป”

“ท่านซัยยิดไม่พอใจอย่างมาก ท่านให้ความเห็นผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า เรื่องนี้รัฐบาลต้องมีคำตอบ หากจะแก้ตัวเรื่องการกดดันเอาป้ายปาเลสไตน์ลง เพื่อไม่ให้โลกอิสลามเข้าใจไทยผิด ก็คือต้องเอาป้ายไปขึ้นหน้าทำเนียบรัฐบาล 15วัน”

“ตอนนี้ท่านกำลังบอกว่า โลกอิสลามกำลังเข้าใจไทยผิดหมดแล้ว ว่าไทยคือสุนัขรับใช้ของประเทศอิสราเอล ซึ่งถ้ารัฐบาลไทยไม่ขอโทษเรื่องนี้ มุสลิมไทยก็จะร่วมมือกันติดป้ายปาเลสไตน์กันทุกมัสยิด ถ้ารัฐบาลต้องการจะปิด มุสลิมไทยจะเปิดเอง นี่คือข้อเสนอเพื่อหาทางออก” นายสนธิอ้างถึงการแสดงความเห็นของซัยยิดสุไลมานผ่านทางเฟสบุ๊กส่วนตัว https://www.facebook.com/saiyidsulaiman.husaini.142

ซึ่งในความเห็นดังกล่าวซัยยิดสุไลมานได้ระบุด้วยว่า “ถ้าประเทศอาหรับบางประเทศรู้ว่ารัฐบาลไทยมีส่วนในการกดดันปลดป้ายปาเลสไตน์ สินค้าส่งออกมีปัญหาแน่” พร้อมทั้งระบุว่า “แล้วอย่างมาขอร้องให้ผมช่วยอีกนะ” ซึ่งตรงนี้นายสนธิอธิบายว่า เหมือนกรณีเหมืองทองอัคราที่ซัยยิดสุไลมานได้ดำเนินการช่วยเหลือประสานงานกับทางการอิหร่านอิหร่านจนดีลแลกตัวนักโทษประสบผลสำเร็จและไทยได้ประโยชน์มหาศาลจากกรณีดังกล่าว

ซัยยิดสุไลมาน ฮูซันนี ผู้นำมุสลิมชีอะห์ในประเทศไทย

นายสนธิได้ทิ้งท้ายประเด็นการปลดป้ายแบบแรงๆ ว่า “ผมไม่รู้จริงๆ ว่าไอ้บ้าคนไหน ผู้มีอำนาจคนไหนไปสั่งการให้มีการปลดป้าย FREE PALESTINE ปลดปล่อยปาเลสไตน์มันผิดตรงไหน เพื่อเอาใจฝรั่ง หรือถูกฝรั่งสั่งมา ชาวมุสลิมเขาถึงบอกว่า ยิว ซึ่งก็คือรัฐบาลอิสราเอล สั่งรัฐบาลไทยได้”

“ลองคิดในมุมกลับครับท่านผู้ชม การที่รัฐบาลไทยทำเช่นนี้ ยิ่งทำให้ชาวมุสลิมทั่วโลกอาจจะหันมารุมสกรัมไทยได้ เพราะเรื่องปาเลสไตน์เป็นฉันทมติ เป็นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของมุสลิมทั่วโลก ป้ายที่ติดบนทางด่วนเป็นเพียงการแสดงความเห็นอกเห็นใจชาวปาเลสไตน์ เหมือนกับที่คนบางพวกแสดงความเห็นใจชาวพม่า ชาวโรอิงญา ชาวอุยกูร์ ชาวซีเรีย ซึ่งไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร เป็นสิทธิในการแสดงออก แต่ที่แน่ๆ การรื้อป้ายดังกล่าวพี่น้องชาวมุสลิมไม่พอใจอย่างมาก อย่างที่ผมเรียนใหทราบว่า พี่น้องชาวมุสลิม 2 นิกายที่ระหองระแหงหันมานานกลายเป็นรวมตัวกันไปแล้ว อันนี้เรียกได้ไหมว่าเป็นการชักศึกเข้าบ้านโดยแท้” นายสนธิกล่าว

กต.แถลงโต้ทันควัน

หลังการไลฟ์สดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ภายในวันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของไทยก็ออกมาแถลงย้ำว่าไทยหนุนเจรจาสันติภาพอิสราเอล-ปาเลสไตน์ พร้อมเปิดเผยว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องปลดป้ายโฆษณาออกแต่อย่างใด

โดยมติชนออนไลน์รายงาน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2564 – 10:23 น.ว่า ตามที่เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน มีรายงานข่าวการขึ้นธงชาติปาเลสไตน์และข้อความ “Free Palestine” บนป้ายโฆษณาบริเวณช่วงลงทางด่วนย่านสาธุประดิษฐ์ และต่อมา มีรายงานข่าวว่า เจ้าของพื้นที่โฆษณาได้ปลดป้ายดังกล่าวออกเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิสราเอล นั้น นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

นายธานีกล่าวว่า สำหรับประเด็นอิสราเอล-ปาเลสไตน์และการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง ไทยยึดมั่นมาโดยตลอดในจุดยืนสนับสนุนการเจรจาระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล เพื่อนำไปสู่การมีรัฐปาเลสไตน์และรัฐอิสราเอลอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มั่นคงและมีพรมแดนที่เป็นที่ยอมรับในอนาคตตามแนวทาง two-State solution

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า ไทยสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง รวมทั้งขอให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และรักษาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเจรจารอบใหม่
นายธานีกล่าวอีกว่า ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับปาเลสไตน์นั้นไทยได้รับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2555 และได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา ไทยและปาเลสไตน์มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง เช่น การเยือนไทยของประธานาธิบดีรัฐปาเลสไตน์ในฐานะแขกของรัฐบาล เมื่อปี 2557 และไทยได้บริจาคเงินจำนวน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือปาเลสไตน์ในการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563

นายธานีกล่าวว่า ไทยมีความร่วมมือด้านวิชาการและการพัฒนากับปาเลสไตน์ในหลายระดับ ในระดับทวิภาคี ไทยให้ทุนการฝึกอบรมผ่านกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency – TICA) ส่วนในระดับพหุภาคี ไทยได้เข้าร่วมการประชุมว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเพื่อการพัฒนาปาเลสไตน์ (Conference on Cooperation among East Asian Countries for Palestinian Development: CEAPAD) โดยไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีเมื่อปี 2561

นายธานีกล่าวว่า นอกจากนี้ ไทยยังได้บริจาคเงินให้แก่หน่วยบรรเทาทุกข์และปฏิบัติงานเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ในตะวันออกใกล้ของสหประชาชาติ (United Nations Relief and Work Agency for Palestinian Refugees in the Near East – UNRWA) อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 2521 และล่าสุด ไทยได้ประกาศบริจาคเงินให้ UNRWA ปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในลักษณะ multi-year pledge ระหว่างปี 2564-2567 ด้วย

แม้เรื่องปลดป้ายสนับสนุนปาเลสไตน์นี้จะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่หลังนายสนธิ ลิ้มทองกุล นำมาพูดถึงในรายการ เรื่องดังกล่าวก็กลับมาเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์อีกครั้งในสังคมมุสลิมไทย ถึงแม้กระทรวงการต่างประเทศจะออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องแต่สถานการ์ณ์ยังดูอึมครึม ด้วยสังคมมุสลิมยังคงต้องการรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังการสั่งปลดป้าย และด้วยเหตุผลอะไร ที่สำคัญประเด็นนี้จะถูกขยายเพื่อเป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ ยังคงต้องจับต่อไป!

  • เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ครั้งแรก! มุสลิมไทยทุ่มซื้อป้ายโฆษณากลางกรุง แสดงจุดยืนหนุน “ปาเลสไตน์”

ชมคลิป “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” นาทีที่ 38 เป็นต้นไป