วันพุธ 4 กุมภาพันธ์ 2026

“อิมามมาแล้ว” การกลับอิหร่านของ”โคมัยนี” จุดเริ่มต้นของสาธารณรัฐอิสลาม

-

47 ปีผ่านไป…แต่สำหรับชาวอิหร่านจำนวนมาก วันที่ “อยาตุลเลาะห์ รูฮุลเลาะห์ มูซาวี โคมัยนี” หรือ อิมามโคมัยนี ก้าวลงจากเครื่องบินในกรุงเตหะราน ยังคงถูกจดจำในฐานะวันที่เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่ในตำรา หากเกิดขึ้นต่อหน้าสายตาของผู้คนจำนวนมหาศาล

ในวันนี้ของอดีต ปราชญ์ชรา นักการศาสนาผู้เปี่ยมปัญญา ได้ก้าวเท้าสู่มาตุภูมิอีกครั้ง และนับจากวันนั้น ผืนแผ่นดินซึ่งเขาเหยียบย่าง ได้ถูกเรียกขานในนาม “สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน”

วันที่ 12 บะห์มัน ปี 1357 ตามปฏิทินอิหร่าน ซึ่งตรงกับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1979 เครื่องบินที่โคมัยนีโดยสารลงจอดที่สนามบินเมห์ราบัด การรอคอยของชาวอิหร่านที่จะได้พบกับผู้นำซึ่งห่างไกลจากมาตุภูมิและอยู่ในสภาพเนรเทศมานานถึง 14 ปี สิ้นสุดลงในวันนั้น

เพียงไม่กี่นาทีหลังจากประตูเครื่องบินเปิดออกโคมัยนีปรากฏตัวต่อหน้าฝูงชนที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ มือของท่านจับมือกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวฝรั่งเศส ขณะที่ผู้คนจำนวนมากหลั่งน้ำตาแห่งความปิติ เสียง “อัลลอฮุ อักบัร” ดังก้องไปทั่วบริเวณสนามบิน

การกลับคืนสู่มาตุภูมิของอิมาม โคมัยนี ถูกมองว่าเป็นจุดเร่งของการล่มสลายระบอบชาห์ และวันเดียวกันนี้เอง ได้ถูกกำหนดไว้ในปฏิทินอย่างเป็นทางการ ให้เป็นวันเริ่มต้นของช่วงเวลา 10 วัน ซึ่งอิหร่านเรียกว่า “สิบวันแห่งอรุณรุ่ง”

“อิมาม ออมัด”

ในเช้าวันถัดมา พาดหัวข่าวสองคำ ปรากฏบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์อิหร่านหลายฉบับ

“อิมาม ออมัด” ในภาษาเปอร์เซีย ซึ่งมีความหมายว่า “อิมามมาแล้ว”

พาดหัวสั้น กระชับ และแทบไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม ปรากฏบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เก่าแก่ “เคย์ฮาน” และ “อิตติลาอาต” ในฐานะถ้อยคำที่สรุปเหตุการณ์ทั้งวันไว้เพียงประโยคเดียว

พาดหัวของนสพ.อิตติลาอาต “อิมาม ออมัด” ในภาษาเปอร์เซีย ซึ่งมีความหมายว่า “อิมามมาแล้ว”

สำหรับผู้อ่านในเวลานั้น คำว่า “อิมามมาแล้ว” ไม่ได้เป็นเพียงการรายงานข้อเท็จจริง หากสะท้อนความรู้สึกว่าช่วงเวลาหนึ่งได้สิ้นสุดลง และอีกช่วงเวลากำลังเริ่มต้นขึ้น พาดหัวนี้ถูกพูดถึง ถูกจดจำ และถูกหยิบยกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะหนึ่งในพาดหัวข่าวที่ทรงพลังที่สุดของประวัติศาสตร์สื่ออิหร่าน

เฟรดูน ซอดีคี ผู้เลือกใช้พาดหัวดังกล่าว เป็นนักข่าวหนุ่มของหนังสือพิมพ์เคย์ฮานในเวลานั้น เขาเล่าไว้ในบันทึกความทรงจำว่า ในวันที่เดินทางไปสนามบินพร้อมช่างภาพข่าว ท่ามกลางความโกลาหลและเวลาอันจำกัด สิ่งเดียวที่เขามั่นใจและสามารถรายงานได้ คือข้อเท็จจริงว่า “อิมามมาแล้ว”

พาดหัวนี้ทำให้ยอดพิมพ์ของหนังสือพิมพ์เคย์ฮานพุ่งขึ้นทะลุกว่าหนึ่งล้านฉบับเป็นครั้งแรก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วมของสังคมอิหร่าน

พาดหัวดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มของพาดหัวก่อนหน้าอย่าง “ชาห์ไปแล้ว” ซึ่งรายงานการออกนอกประเทศของ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี เมื่อวันที่ 26 ดี ปี 1357 เมื่อถ้อยคำสองประโยคนี้ถูกวางต่อกันในห้วงเวลาเดียวกัน มันทำหน้าที่เสมือนบันทึกย่อของการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองของอิหร่านในปีนั้น

และนับจากเช้าวันนั้นเป็นต้นมา คำว่า “อิมาม ออมัด” ไม่ได้เป็นเพียงพาดหัวข่าว หากกลายเป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลาที่ประวัติศาสตร์ ถูกเขียนขึ้นบนหน้าหนังสือพิมพ์ ก่อนจะถูกส่งต่อไปยังท้องถนน และฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของผู้คน

ชาวอิหร่านกับนสพ.อิตติลาอาตที่ พาดหัวว่า “ชาห์ไปแล้ว”

ฝูงชนและการต้อนรับ

การต้อนรับของประชาชนชาวอิหร่านในวันนั้นมีขนาดใหญ่จนยากจะมองข้าม ฝูงชนหลั่งไหลจากสนามบินไปยังสุสานเบเฮชต์-เอ-ซาห์รา ต่อเนื่องตลอดหลายสิบกิโลเมตร ขนาดของการรวมตัวครั้งนี้ใหญ่โตจนแม้แต่สื่อซึ่งรายงานด้วยความระมัดระวัง ยังยอมรับว่าแทบไม่มีเหตุการณ์ใดเทียบเคียงได้ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

หนังสือพิมพ์เคย์ฮานรายงานว่า แนวฝูงชนที่ออกมาต้อนรับอิมามบนท้องถนนในกรุงเตหะราน มีความยาวถึง 33 กิโลเมตร กลายเป็นหนึ่งในการต้อนรับที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อิหร่าน

ด้านสำนักข่าวยูไนเต็ดเพรสประเมินว่ามีผู้คนราว 4 ล้านคนตลอดเส้นทางจากสนามบินถึงสุสาน ขณะที่สถานีวิทยุโคโลญระบุจำนวนอยู่ระหว่าง 5 ถึง 6 ล้านคน ส่วนผู้สื่อข่าวภายในประเทศประเมินตัวเลขใกล้เคียงกันที่ประมาณ 5 ล้านคน

เมื่ออิมามเข้าสู่ห้องโถงสนามบิน เสียง “อัลลอฮุ อักบัร” ดังก้องไปทั่วอาคาร ผู้ที่มารอต้อนรับร่วมกันขับร้องบทเพลง “โคมัยนี โอ้ อิมาม” หยาดน้ำตาไหลรินอาบแก้ม ภาพเหล่านี้ถูกจดจำโดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำร่วมของสังคมอิหร่าน

ปลายทางของขบวนรถคือสุสานเบเฮชต์-เอ-ซาห์รา ที่นั่น อิมาม โคมัยนี กล่าวปราศรัยต่อหน้าฝูงชนจำนวนมหาศาล คำปราศรัยซึ่งในเวลาต่อมา ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในจุดตั้งต้นของการจัดรูปอำนาจทางการเมืองรูปแบบใหม่ในอิหร่าน

การปฏิวัติในวันนั้น ฝันถึงอะไร

เมื่อมองย้อนกลับไป ภาพฝูงชนในวันนั้น มักถูกอธิบายด้วยตัวเลข ความยิ่งใหญ่ หรือผลลัพธ์ทางการเมือง แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ภาพจำคือเสียงตะโกนที่ดังก้องไปทั่วสนามบิน การเดินเท้ายาวไกลเพื่อได้เห็นขบวนรถเพียงชั่วครู่ และความรู้สึกว่าตนเองกำลังเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่มีความหมายเกินกว่าชีวิตประจำวัน

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่คำถามหนึ่งยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาถามซ้ำในสังคมอิหร่าน ไม่ใช่ในฐานะข้อถกเถียงทางการเมือง หากเป็นการทบทวนความทรงจำร่วมว่า “การปฏิวัติในวันนั้น เราฝันถึงอะไร” คำถามที่ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อให้คนนอกตอบ หากเป็นคำถามต่อสายตาภายนอกที่มักตัดสินการลุกฮือของอิหร่านผ่านกรอบรัฐ อำนาจ หรือความขัดแย้งกับสหรัฐ โดยมองข้ามเงื่อนไขของความหวัง ความกลัว และการสูญเสียที่ผลักผู้คนออกสู่ท้องถนน ทั้งในปีนั้นและในบริบทของอิหร่านวันนี้

เพราะก่อนจะเป็นเรื่องของรัฐหรือภูมิรัฐศาสตร์ การลุกฮือในวันนั้น คือช่วงเวลาที่ประชาชนจำนวนมากเชื่อว่า พวกเขากำลังสร้าง “บ้านแห่งความหวัง” ของตนเอง และคำถามว่า ความฝันนั้นยังคงอยู่ในรูปใด อาจเป็นคำถามที่ประวัติศาสตร์ยังเปิดพื้นที่ให้สังคมอิหร่านตอบต่อไป

เรื่องล่าสุด