ท่ามกลางเสียงสงครามที่ดังก้องจากตะวันออกกลาง เสียงเล็กๆ จากเชียงใหม่ก็ถูกส่งออกไปเช่นกัน แม้เจ้าของเสียงจะยอมรับตั้งแต่ต้นว่า การกระทำของเขาอาจไม่ได้เปลี่ยนโลก
วันอาทิตย์ (8 มี.ค. 69) นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ “หมอหม่อง” อดีตอาจารย์แพทย์หัวใจ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักเคลื่อนไหวด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เดินทางไปยังหน้าสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการสู้รบกับอิหร่าน
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นการชุมนุมใหญ่ ไม่มีเวที ไม่มีผู้คนจำนวนมาก มีเพียงเสื่อผืนหนึ่ง ป้ายข้อความ และคำแถลงการณ์ที่เขาเตรียมมา
หมอหม่องเขียนเล่าถึงการตัดสินใจครั้งนี้ว่า หลายคนตั้งคำถามกับเขา
“หลายคนก็บอกว่า จะทำไปทำไม ไม่มีความหมายอะไรหรอก ผมก็คิดว่า คงเป็นเช่นนั้น แต่ก็อยากซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง”
เขาระบุว่า ตั้งใจเพียงไป “นั่งปูเสื่อ วางป้าย และอ่านแถลงการณ์” จากนั้นก็จะเดินทางกลับ
เมื่อไปถึง เขาพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบหลายคนมาดูแลพื้นที่ ซึ่งเขาคาดว่าเป็นมาตรการด้านความปลอดภัยของสถานกงสุล
“ผมต้องขออภัยที่ทำให้ต้องมาวุ่นวาย” เขาเขียน
แม้จะเริ่มต้นด้วยการไปเพียงลำพัง แต่ต่อมาได้มีผู้ร่วมอุดมการณ์อีกสามคนมาช่วยถือป้าย และสื่อมวลชนบางส่วนมาร่วมบันทึกเหตุการณ์
หมอหม่องยังขอบคุณผู้ที่มาร่วมกิจกรรม รวมถึงสื่อที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราวออกไป

ในแถลงการณ์ภาษาอังกฤษที่เขาอ่านหน้าสถานกงสุล มีชื่อว่า “Statement for Peace and Accountability” ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อทิศทางของสงครามที่กำลังขยายตัว
เขาระบุในแถลงการณ์ว่า แม้เขาจะประณามการกระทำของรัสเซียในยูเครน และวิจารณ์ระบอบการปกครองของอิหร่าน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็จำเป็นต้องวิจารณ์การกระทำของรัฐบาลสหรัฐฯ เช่นกัน
“ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความตกตะลึงอย่างยิ่งต่อผู้คนจำนวนมากทั่วโลก” แถลงการณ์ระบุ
เขายกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงในช่วงสงคราม เช่น การโจมตีโรงเรียนประถมในอิหร่านซึ่งมีรายงานว่าเด็กนักเรียนเสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงเหตุการณ์ที่เรือฟริเกตของอิหร่านถูกโจมตีจนจม ทำให้ลูกเรือเสียชีวิตหลายสิบคน
ในแถลงการณ์ หมอหม่องกล่าวว่า แม้เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นท่ามกลางความสับสนของสงคราม แต่โลกย่อมคาดหวังจากประเทศที่เคยประกาศตนว่าเป็นผู้นำด้านกฎหมายและศีลธรรมระหว่างประเทศ
“เราคาดหวังการยอมรับข้อเท็จจริง เราคาดหวังความรับผิดชอบ และเราคาดหวังคำขอโทษ”
เขายังระบุด้วยว่า กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมีขึ้นเพื่อปกป้องพลเรือนและลดความทุกข์ทรมานในยามสงคราม และเมื่อหลักการเหล่านี้ถูกเพิกเฉย ความน่าเชื่อถือของระเบียบโลกก็จะถูกบั่นทอนลง

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ยังแยกความแตกต่างระหว่างรัฐบาลกับประชาชนสหรัฐฯ อย่างชัดเจน
“เมื่อเราวิพากษ์วิจารณ์อเมริกา เรากำลังพูดถึงการตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ใช่ตัวประชาชนชาวอเมริกันเอง”
เขายังกล่าวถึงบทบาทของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย โดยระบุว่า เมื่อประชาชนส่งเสียง ประเทศก็สามารถเปลี่ยนทิศทางได้
“โลกกำลังเฝ้ามองอยู่ ไม่ใช่ด้วยความเป็นศัตรู แต่ด้วยความหวัง ความหวังว่าประชาชนชาวอเมริกันจะช่วยนำพาประเทศของตน กลับสู่เส้นทางแห่งปัญญา ความยับยั้งชั่งใจ ความรับผิดชอบ และสันติภาพอีกครั้ง”
การเคลื่อนไหวของหมอหม่องในครั้งนี้อาจเป็นเพียงกิจกรรมเล็กๆ ของคนกลุ่มเล็ก
แต่สำหรับเขาแล้ว มันคือการทำในสิ่งที่ “คนเล็กๆ คนหนึ่งจะทำได้”








