บังกลาเทศจะได้รับ “ทางผ่านปลอดภัย” สำหรับเรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงบังกลาเทศในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดรุนแรงในตะวันออกกลาง หลังอิหร่านขอให้ธากาแจ้งข้อมูลเรือที่บรรทุกเชื้อเพลิงล่วงหน้า ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น
รายงานของหนังสือพิมพ์ เดอะ บิสซิเนส สแตนดาร์ด ระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการพบกันเมื่อวันจันทร์ (10 มี.ค. 69) ระหว่าง อิกบาล ฮาซัน มาห์มุด ตูกู รัฐมนตรีพลังงานบังกลาเทศ กับ จาลิล ราฮิมี จาฮานาบาดี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงธากา
ระหว่างการหารือ นักการทูตอิหร่านได้ขอให้ทางการบังกลาเทศแจ้งข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับเรือที่บรรทุกเชื้อเพลิงของบังกลาเทศซึ่งจะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า การแจ้งข้อมูลล่วงหน้าจะช่วยให้เรือสามารถผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ได้อย่างปลอดภัย
เจ้าหน้าที่หลายคนจากแผนกพลังงานและทรัพยากรแร่ได้ยืนยันเรื่องนี้กับหนังสือพิมพ์ เดอะ บิสซิเนส สแตนดาร์ด แล้ว
ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่บังกลาเทศกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงาน หลังตลาดเชื้อเพลิงโลกปั่นป่วนจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง
ประเทศเอเชียใต้แห่งนี้แทบไม่มีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ และต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ
ก่อนหน้านี้ ทางการบังกลาเทศได้สั่งปิดสถานศึกษาทั่วประเทศเป็นการชั่วคราว ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการฉุกเฉินเพื่อประหยัดเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ทำให้บังกลาเทศกลายเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่ใช้มาตรการดังกล่าว หลังเกิดแรงกระแทกด้านพลังงานจากวิกฤตในภูมิภาค
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านร่วมกันเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 69 ซึ่งเตหะรานระบุว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,200 คน รวมถึงผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อะลี คาเมเนอี
อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงโดรนและขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล จอร์แดน อิรัก และหลายประเทศอ่าวเปอร์เซียที่เป็นที่ตั้งฐานทัพสหรัฐ
นอกจากนี้ อิหร่านยังปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม เส้นทางเดินเรือแคบแห่งนี้ปกติรองรับการขนส่งน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และราว 20% ของการค้าก๊าซธรรมชาติเหลวทั่วโลก
ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เตือนเมื่อวันจันทร์ว่า หากอิหร่านพยายามขัดขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะเผชิญการตอบโต้ “หนักกว่าปฏิบัติการทางทหารก่อนหน้าของสหรัฐถึง 20 เท่า”








