ทุกปี มีภาพที่สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนทั่วโลก เมื่อชาย หญิง เด็ก และผู้สูงอายุหลายล้านคน ออกเดินเท้าบนถนนในประเทศอิรักเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร บางคนเดินเพียงวันเดียว ขณะที่อีกหลายคนใช้เวลาหลายวันกว่าจะถึงจุดหมาย

ตลอดสองข้างทาง มีผู้คนตั้งเต็นท์แจกอาหาร น้ำดื่ม ที่พัก และบริการทางการแพทย์ให้ฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

เหตุการณ์นี้เรียกว่า “อัรบาอีน” (Arbaeen) หนึ่งในการรวมตัวของผู้คนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดขึ้นทุกปี แต่กลับไม่เป็นที่รู้จักมากนักเมื่อเทียบกับมหกรรมระดับโลกอื่นๆ

อัรบาอีนคืออะไร?

คำว่า อัรบาอีน ในภาษาอาหรับแปลว่า “สี่สิบ” หมายถึงวันที่ 40 หลังวันอาชูรอ ซึ่งเป็นวันที่ชาวมุสลิมนิกายชีอะห์รำลึกถึงการเสียชีวิตของ อิหม่ามฮุเซน อิบนุ อาลี หลานชายของศาสดามุฮัมมัด

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 680 อิหม่ามฮุเซน พร้อมครอบครัวและผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง ถูกสังหารที่ทุ่งกัรบาลา หลังปฏิเสธที่จะให้สัตยาบันต่อกาหลิบยะซีด ผู้ปกครองในขณะนั้น ซึ่งเขาเห็นว่าไม่มีความชอบธรรม

เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์อิสลาม และสำหรับชาวชีอะห์ อิหม่ามฮุเซนไม่ได้เป็นเพียงบุคคลสำคัญทางศาสนา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการยืนหยัดเพื่อความจริง ความยุติธรรม และการไม่ยอมจำนนต่ออำนาจอธรรม แม้ต้องแลกด้วยชีวิต

ทำไมต้องรอ 40 วัน?

ในวัฒนธรรมอิสลามและตะวันออกกลาง การไว้อาลัยครบ 40 วันมีความหมายเชิงจิตวิญญาณ

อัรบาอีนจึงเป็นวันสิ้นสุดช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัยต่ออิหม่ามฮุเซน ขณะเดียวกัน ชาวชีอะห์ยังเชื่อว่าเป็นวันที่ ญาบิร อิบนุ อับดุลลอฮ์ อัลอันซอรี สหายของศาสดามุฮัมมัด เดินทางมายังกัรบาลาเพื่อเยี่ยมหลุมฝังศพของอิหม่ามฮุเซนเป็นคนแรก ถือเป็นจุดเริ่มต้นของธรรมเนียมการแสวงบุญอัรบาอีนที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ทำไมผู้คนจึงเลือกเดินเท้า?

การเดินเท้าไม่ใช่ข้อบังคับทางศาสนา แต่เป็นธรรมเนียมที่ผู้ศรัทธาเลือกปฏิบัติด้วยความสมัครใจ เพื่อแสดงความรัก ความเคารพ และรำลึกถึงความเสียสละของอิหม่ามฮุเซน

เส้นทางยอดนิยมคือจากเมือง นะญัฟ เมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวชีอะห์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสาน อิมามอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ บุคคลที่ชาวชีอะห์ยกย่องเป็นอิมามองค์แรก และชาวซุนนีถือเป็นกาหลิบ (คอลีฟะห์) ผู้ทรงธรรมองค์ที่สี่ ไปยังเมืองกัรบาลา ระยะทางประมาณ 80-88 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินราว 2-3 วัน โดยตลอดเส้นทางมีเสาหลักบอกระยะทางกว่า 1,400 ต้น

สำหรับผู้ร่วมเดินจำนวนมาก จุดหมายปลายทางอาจสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือช่วงเวลาระหว่างทาง ที่เปิดโอกาสให้ทบทวนชีวิต ใคร่ครวญถึงบทเรียนจากกัรบาลา และคุณค่าของความยุติธรรมที่อิหม่ามฮุเซนยืนหยัด

เมืองที่ทั้งประเทศกลายเป็นเจ้าภาพ

อีกภาพหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือนคือ “เมากิบ” (Mawkib) หรือจุดบริการริมทาง

ชาวอิรักนับล้านคนร่วมกันเปิดบ้าน ตั้งเต็นท์ แจกอาหาร น้ำดื่ม ที่พัก เสื้อผ้า รวมถึงบริการทางการแพทย์แก่ผู้แสวงบุญโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทุกอย่างเกิดขึ้นจากเงินบริจาคและแรงของอาสาสมัคร

หลายคนไม่ได้ร่วมเดินแสวงบุญ แต่เลือก “รับใช้ผู้เดิน” เพราะเชื่อว่าการดูแลผู้มาเยือนเป็นการทำความดีและเป็นอีกวิธีหนึ่งในการแสดงความรักต่ออิหม่ามฮุเซน

ไม่ใช่เรื่องของชาวชีอะห์เท่านั้น

แม้อัรบาอีนจะมีรากฐานจากความเชื่อของชาวชีอะห์ แต่ในแต่ละปีมีผู้เข้าร่วมจากหลายสิบประเทศ ทั้งชาวมุสลิมนิกายซุนนี คริสเตียน ชาวยาซิดี และผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนา ซึ่งเดินทางมาในฐานะผู้แสวงบุญ อาสาสมัคร นักวิจัย หรือผู้สังเกตการณ์

หลายคนมองว่า การเดินครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความศรัทธาทางศาสนา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของคุณค่าร่วมของมนุษยชาติ ได้แก่ ความยุติธรรม ความเสียสละ การแบ่งปัน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

จากพิธีที่เคยถูกห้าม สู่การรวมตัวของผู้คนนับล้าน

การแสวงบุญอัรบาอีนไม่ได้จัดขึ้นอย่างเปิดเผยเสมอไป

ในสมัยอดีตประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน พิธีดังกล่าวถูกสั่งห้าม ผู้ที่เข้าร่วมเสี่ยงต่อการถูกจับกุมหรือถูกลงโทษ แต่ผู้ศรัทธาจำนวนมากยังคงเดินทางอย่างลับๆ เพื่อรักษาธรรมเนียมนี้ไว้

หลังการล่มสลายของรัฐบาลซัดดัมในปี 2003 การแสวงบุญอัรบาอีนกลับมาจัดได้อย่างเสรี และเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในการรวมตัวของผู้คนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

หลังสงคราม ศรัทธาที่ยังคงเดินต่อ

อัรบาอีนในปีนี้มีความหมายเป็นพิเศษ เพราะเป็นการแสวงบุญท่ามกลางไฟสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ-อิสราเอล ผู้แสวงบุญชาวอิหร่านจำนวนมากเดินทางมาพร้อมความทรงจำจากความขัดแย้งที่ยังระอุ

แม้จะมีความกังวลด้านความปลอดภัย แต่ชาวอิหร่านยังคงหลั่งไหลข้ามพรมแดนเข้าสู่อิรักอย่างต่อเนื่อง โดยทางการอิรักระบุว่า มีผู้แสวงบุญจากต่างประเทศเดินทางเข้าประเทศแล้วราว 3.5 ล้านคน และชาวอิหร่านยังคงเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด

ฮาเมด ช่างไฟฟ้าวัย 42 ปีจากอิหร่าน ซึ่งเดินทางมาพร้อมครอบครัว ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า การมาร่วมอัรบาอีนในปีนี้มีความหมายมากกว่าทุกครั้ง เพราะเกิดขึ้นหลังสงคราม พร้อมกล่าวว่า “เรามาที่นี่เพื่อแสดงให้เห็นว่าศรัทธาของเรายังคงแข็งแกร่ง”

แม้อิรักยังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ธรรมเนียมการต้อนรับผู้แสวงบุญยังคงเหมือนเดิม ตลอดเส้นทางยังเต็มไปด้วยเมากิบที่แจกอาหาร น้ำดื่ม และที่พักโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สะท้อนว่าศรัทธาและการแบ่งปันยังคงดำเนินต่อ แม้โลกภายนอกจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

มากกว่างานศาสนา

เมื่อมองจากภายนอก อัรบาอีนอาจเป็นเพียงการเดินเท้าของผู้คนนับล้าน

แต่เมื่อเข้าใจประวัติศาสตร์เบื้องหลัง จะเห็นว่าการเดินครั้งนี้คือการรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อกว่า 1,300 ปีก่อน ซึ่งยังคงส่งอิทธิพลต่อความเชื่อ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของชาวมุสลิมจำนวนมาก

สำหรับผู้ร่วมแสวงบุญ การเดินทางสู่กัรบาลาไม่ใช่เพียงการไปถึงจุดหมาย หากเป็นการเดินเพื่อรำลึกถึงคุณค่าของ ความยุติธรรม ความเสียสละ และศักดิ์ศรีของมนุษย์ ซึ่งยังคงมีความหมายไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย.

อ้างอิง

https://www.newarab.com

whoishussain