รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ทางการไทยได้เพิกถอนวีซ่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับกรณีประกาศตั้งค่าหัวเจ้าของสวนสัตว์บนเกาะสมุยแล้ว พร้อมย้ำว่าประเทศไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนที่เคารพกฎหมายและวัฒนธรรมไทย แต่จะไม่ยอมให้ใครใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่สร้างความขัดแย้งหรือก่อปัญหากระทบต่อสังคมไทย
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ได้รับรายงานกรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติประกาศตั้งค่าหัวเจ้าของสวนสัตว์เปิดบนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้ว และได้ดำเนินมาตรการเด็ดขาดด้วยการถอนวีซ่า เพื่อยุติการพำนักในประเทศไทยและป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย ตามรายงานของสำนักข่าวไทย
“ประเทศไทยพร้อมรับนักท่องเที่ยวทุกคนที่อยู่ภายใต้กฎหมายไทยและวัฒนธรรมไทย แต่ไม่ต้อนรับผู้ที่มาสร้างปัญหา หรือใช้ประเทศไทยเป็นเวทีแสดงออกถึงความขัดแย้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเทศเรา” นายสุรศักดิ์กล่าว
รัฐมนตรีฯ ระบุด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจภูธรในพื้นที่ เร่งดำเนินการทันทีหากเกิดเหตุลักษณะเดียวกัน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวกับประชาชน
สำหรับประเด็นการทบทวนวีซ่านักท่องเที่ยวจากบางประเทศ นายสุรศักดิ์ยืนยันว่า รัฐบาลจะพิจารณาเป็นรายบุคคล ไม่เหมารวมทั้งประเทศ หากผู้ใดกระทำผิดหรือสร้างปัญหา จะเร่งดำเนินการเพิกถอนวีซ่าตามกฎหมายทันที
นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประสานสถานทูตและสายการบิน เพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวรับทราบกฎหมายไทย ข้อปฏิบัติ และวัฒนธรรมท้องถิ่นตั้งแต่ก่อนเดินทางถึงประเทศไทย
ปมขัดแย้งยังไม่ยุติ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 24 ส.ค. น.ส.จินดารัตน์ และสามี นายเควิน เจ้าของสมุยเอ็กโซติก ปาร์ค เข้าแจ้งความต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มชาวอิสราเอล โดยอ้างว่าถูกคุกคาม ข่มขู่เผาบ้าน ทำร้ายครอบครัว และขู่เผาสวนสัตว์ ภายหลังติดธงชาติปาเลสไตน์และประกาศไม่รับบุคคลกลุ่มดังกล่าวเข้าใช้บริการ
จินดารัตน์ระบุว่า ปัญหาเริ่มจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวบางรายภายในสวนสัตว์ ก่อนนำไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายตัวในโลกออนไลน์ ขณะที่ฝ่ายของเธอยืนยันว่า การติดธงชาติปาเลสไตน์เป็นการแสดงจุดยืนส่วนตัวและปกป้องพื้นที่ของตนเอง ไม่ได้มีเจตนาสร้างความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ
ก่อนหน้านี้ กอ.รมน.ชงเพิกถอนวีซ่าทั้งสองฝ่าย
ก่อนเกิดคำสั่งถอนวีซ่าล่าสุด ฝ่ายความมั่นคงจังหวัดสุราษฎร์ธานีเคยเปิดเผย (22 ส.ค. 69) ว่า อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการระดับจังหวัดพิจารณาเพิกถอนวีซ่าและผลักดันออกนอกประเทศทั้งสองฝ่าย ได้แก่ นายจาคอบ นักธุรกิจร้านอาหารชาวอิสราเอล และนายเควิน เจ้าของสมุยเอ็กโซติก ปาร์ค ชาวฝรั่งเศส โดยให้เหตุผลว่าข้อพิพาทเริ่มส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเกาะสมุย และเสี่ยงลุกลามเป็นประเด็นด้านศาสนาและเชื้อชาติ
ขณะนั้น พ.อ.ฐิติพงษ์ อินวะษา รองผู้อำนวยการ กอ.รมน.จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระบุว่า เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานพยายามไกล่เกลี่ยให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง รวมถึงขอให้ปลดสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางออกจากพื้นที่ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
เขาระบุว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดจากการโต้เถียงระหว่างนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลกับนายเควิน ภายในคาเฟ่สัตว์เลี้ยง ก่อนที่นายเควินจะติดธงชาติปาเลสไตน์และป้ายต้อนรับชาวปาเลสไตน์ ทำให้นายจาคอบติดต่อขอให้ปลดธงผ่านแชต แต่การพูดคุยกลับบานปลายจนกลายเป็นคดีข่มขู่
ต่อมา ศาลจังหวัดเกาะสมุยพิพากษาปรับนายจาคอบ 5,000 บาท และรอลงอาญา 2 ปี ในคดีข่มขู่ ขณะที่กระแสความขัดแย้งยิ่งรุนแรงขึ้น หลังมีอินฟลูเอนเซอร์ชาวอิสราเอลในฝรั่งเศสประกาศตั้งค่าหัวนายเควินเป็นเงิน 500,000 บาท
อย่างไรก็ตาม คำแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในวันนี้ ยืนยันเพียงว่าได้มีการเพิกถอนวีซ่าฝ่ายนักท่องเที่ยวผู้ก่อเหตุแล้ว ขณะที่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ฝ่ายนายเควิน เจ้าของสมุยเอ็กโซติก ปาร์ค จะถูกเพิกถอนวีซ่าตามข้อเสนอเดิมของฝ่ายความมั่นคงหรือไม่








