สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชน เพื่อปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง พ.ศ. 2566–2580 ให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของพื้นที่อย่างยั่งยืน

การประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่ศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา โดยมี นายมูฮัมมัด ศานติภิมุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธาน พร้อมผู้แทน สทนช. และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในฐานะผู้ดำเนินโครงการศึกษาและปรับปรุงแผนแม่บท

ชู 3 เป้าหมาย เปิดข้อมูล–รับฟัง–กำหนดยุทธศาสตร์

การประชุมครั้งนี้ต่อยอดจากเวทีปฐมนิเทศ โดยมุ่งเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การนำเสนอข้อมูลสภาพปัญหาและศักยภาพของลุ่มน้ำ การเปิดร่างกรอบทิศทางการพัฒนาให้ทุกภาคส่วนร่วมพิจารณา และการรับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชนเพื่อนำไปบูรณาการกับข้อมูลทางวิชาการ

รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะแผนระดับชาติจะเกิดผลได้ก็ต่อเมื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเสนอข้อมูลเพื่อเติมเต็มแผนแม่บทให้สมบูรณ์

สำรวจ 254 ตำบล ยืนยันปัญหาจริงในพื้นที่

ผศ.พยอม รัตนมณี ผู้จัดการโครงการ เปิดเผยว่า การปรับปรุงแผนครั้งนี้ครอบคลุมระยะเวลา 15 ปี และได้ลงสำรวจพื้นที่ทั้ง 254 ตำบลในลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง เพื่อยืนยันข้อมูลปัญหาที่หลายกรณียังไม่ปรากฏในฐานข้อมูลกลาง

“บางปัญหามองเห็นได้จากภาพดาวเทียม แต่หลายเรื่องต้องลงพื้นที่พบประชาชนโดยตรง สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือให้ชุมชนช่วยยืนยันข้อมูลที่ยังขาดหาย”

โครงการจะจัดประชุมกลุ่มย่อยรวม 3 ครั้ง ที่ยะลา อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส และอำเภอตันหยง เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงแผนให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2570

พื้นที่ 6.6 ล้านไร่ พบปัญหาน้ำ 5 ด้าน

ลุ่มน้ำที่ 21 มีพื้นที่กว่า 6.6 ล้านไร่ ครอบคลุม 254 ตำบล และ 7 ลุ่มน้ำย่อย ได้แก่ นาทวี–เทพา ปัตตานีตอนบน เบตง ใต้เขื่อนบางลาง ปัตตานีตอนล่าง สายบุรี บางนรา และสุไหงโกลก

จากการรวบรวมข้อมูล พบปัญหาหลักด้านทรัพยากรน้ำ 5 ด้าน คือ

  • ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก

  • พื้นที่ป่าพรุเสื่อมโทรม

  • อ่าวปัตตานีตื้นเขิน

  • การรุกล้ำของน้ำเค็มและคุณภาพน้ำประปา

  • การกัดเซาะชายฝั่งและตลิ่ง

นอกจากนี้ยังสรุปเป็น 10 ประเด็นเร่งด่วน เช่น น้ำท่วมซ้ำซาก น้ำประปาเป็นสนิม หลังน้ำท่วมขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค การรุกของน้ำเค็ม และการไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะลุ่มน้ำสุไหงโกลก

SEA และแผนแม่บท กำหนดโครงการ – งบประมาณในอนาคต

ผศ.พยอม ระบุว่า ภารกิจสำคัญของโครงการแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การจัดทำ การประเมินผลกระทบทางยุทธศาสตร์ (SEA) เพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ก่อนกำหนดทิศทางพัฒนา และการจัดทำแผนแม่บทที่จะระบุพื้นที่ โครงการ งบประมาณ และลำดับความเร่งด่วนในการแก้ปัญหาน้ำของแต่ละลุ่มน้ำ

แนวทางแก้ไขจะออกแบบให้เหมาะกับลักษณะปัญหาแต่ละพื้นที่ ทั้งการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ขุดลอกลำน้ำ ขยายร่องน้ำ สร้างคันกั้นน้ำ ระบบสูบน้ำ และปรับปรุงระบบระบายน้ำในเขตชุมชน

ท้องถิ่นสะท้อนปัญหา คลองตื้น – ระบายน้ำลงทะเลช้า

นางสุจิน แผ้วสะอาด รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า พื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนักในช่วงปี 2567–2568 เนื่องจากคลองส่งน้ำและคลอง D4 ตื้นเขิน มีวัชพืชจำนวนมาก ทำให้ระบายน้ำลงทะเลได้ช้า

ชุมชนเสนอให้เร่งขุดลอกคลองและกำจัดวัชพืชก่อนฤดูน้ำหลาก รวมทั้งเปิดประตูระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อบรรเทาความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรและชุมชน

การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับปรุงแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง เพื่อรองรับการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนจนถึงปี 2580