ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ 29 ส.ค. แสดงทัศนะต่อการแวะเทียบท่าของเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ในประเทศไทย โดยชี้ว่าการมาถึงของกองเรือสหรัฐฯ ก่อให้เกิดทั้งความรู้สึก “ยินดี” และ “ไม่ยินดี” พร้อมตั้งคำถามต่อแนวคิดเรื่องการก่อการร้าย บทบาทของรัฐ และมาตรฐานสากลในการใช้ความรุนแรง
ดร.มาโนชญ์ เปิดประเด็นด้วยวลีอมตะ “One man’s terrorist is another man’s freedom fighter” หรือ “ผู้ก่อการร้ายของคนหนึ่ง คือนักสู้เพื่ออิสรภาพของอีกคนหนึ่ง” ซึ่งเป็นประโยคที่เชื่อมโยงกับ เจอรัลด์ ซีมัวร์ อดีตผู้สื่อข่าวสงครามและนักเขียนชาวอังกฤษ ผ่านนวนิยาย Harry’s Game (1975) ที่ถ่ายทอดความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือ โดยสะท้อนภาพของกองทัพสาธารณรัฐไอริช (IRA) ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” สำหรับฝ่ายหนึ่ง แต่เป็น “นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพ” สำหรับอีกฝ่าย
ตั้งคำถาม “รัฐก่อการร้าย” และมาตรฐานสองชั้น
ดร.มาโนชญ์ ระบุว่า หากไม่ผูกขาดนิยามของการก่อการร้ายไว้เฉพาะตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ รัฐเองก็สามารถเป็นผู้ก่อการร้ายได้เช่นกัน ผ่านการสังหารหมู่ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม หรือการรุกรานประเทศอื่น
เขาอ้างถึง โฮเวิร์ด ซินน์ นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันและศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน ที่เคยกล่าวว่า “จะทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายได้อย่างไร ในเมื่อสงครามก็คือการก่อการร้ายในตัวของมันเอง” และ โนม ชอมสกี ศาสตราจารย์แห่ง MIT ซึ่งวิจารณ์ว่าสหรัฐฯ ใช้นิยามการก่อการร้ายแบบสองมาตรฐาน คือ “เมื่อผู้อื่นทำกับเรา นั่นคือการก่อการร้าย แต่เมื่อเราทำกับผู้อื่น กลับเรียกว่าการต่อต้านการก่อการร้าย”
พร้อมยกกรณีคำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ปี 1986 ที่ตัดสินว่าสหรัฐฯ ละเมิดอธิปไตยนิการากัว แต่สหรัฐฯ ไม่ปฏิบัติตามและใช้สิทธิยับยั้งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อสะท้อนปัญหาของอำนาจในการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ
ยก “วิวาทะโจรสลัด” เปรียบเทียบอำนาจกับความชอบธรรม
อีกช่วงหนึ่งของโพสต์ ดร.มาโนชญ์ ยกเรื่องเล่าจากงานเขียนของ เซนต์ ออกัสติน ว่าด้วยบทสนทนาระหว่าง พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช กับหัวหน้าโจรสลัด เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจและความชอบธรรม
เรื่องเล่าระบุว่า หลังจากกองทัพของอเล็กซานเดอร์จับโจรสลัดได้ พระองค์ตรัสถามว่าเหตุใดจึงกล้าออกปล้นสะดมผู้คนในดินแดนของพระองค์ แต่หัวหน้าโจรสลัดกลับตอบว่า “แล้วเหตุใดพระองค์จึงกล้าออกยึดครองดินแดนของผู้อื่น ข้าใช้เรือเล็กลำเดียวจึงถูกเรียกว่าโจรสลัด ส่วนพระองค์ใช้กองเรือมหึมา จึงถูกเรียกว่าจักรพรรดิ”
ดร.มาโนชญ์ ระบุว่า แก่นของเรื่องนี้ไม่ใช่การยกย่องโจรสลัด แต่เป็นการตั้งคำถามว่า ความแตกต่างระหว่าง “โจร” กับ “จักรพรรดิ” อยู่ที่พฤติกรรม หรืออยู่ที่อำนาจของผู้มีสิทธิ์นิยามความชอบธรรม พร้อมชี้ว่าประเด็นเดียวกันยังสะท้อนข้อถกเถียงร่วมสมัยเรื่องการก่อการร้ายและรัฐผู้ใช้ความรุนแรงด้วย
เรือลินคอล์น กับสองความรู้สึกของสังคมไทย
ฉันใดก็ฉันนั้น ดร.มาโนชญ์ เห็นว่าการแวะพักของเรือลินคอล์น สามารถถูกมองได้สองด้านอย่างชัดเจน
ด้านหนึ่ง มีผู้มองว่าเป็นเรื่องปกติของประเทศพันธมิตร เป็นเพียงการเข้าพักของกำลังพลหลายพันนายที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และกองทัพสหรัฐฯ ยังถูกมองว่าเป็นกำลังสำคัญในการรักษาสันติภาพและเสรีภาพของโลก คนกลุ่มนี้ยินดีต้อนรับด้วยความเต็มใจ
แต่อีกด้านหนึ่ง ดร.มาโนชญ์ ระบุว่า หากมองผ่านกรอบคิดของเจอรัลด์ ซีมัวร์, โนม ชอมสกี และโฮเวิร์ด ซินน์ กองเรือสหรัฐฯ ก็ไม่ใช่เพียงกองกำลังของประเทศพันธมิตร หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงในระดับรัฐ หรือ State Terrorism
เขาระบุว่า สำหรับคนกลุ่มนี้ กองเรือสหรัฐฯ ก็คือกองกำลังก่อการร้ายที่เพิ่งสนับสนุนปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาและการรุกรานอิหร่าน กองกำลังที่เปิดฉากสงครามด้วยการฆ่าเด็ก 168 คน แน่นอนคนกลุ่มนี้ ไม่ต้อนรับ ทหารสหรัฐฯ ยิ่งคนอิหร่านหรือสถานทูตอิหร่านในไทยก็คงเจ็บใจที่กองกำลังที่ฆ่าเด็กนักเรียนโรงเรียนมินาบได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่
“ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสะท้อนมุมมองรอบด้านและอารมณ์ของสังคม ต่อการเข้ามาของเรือ ที่คนหนึ่งอาจจะมองว่ายิ่งใหญ่เกรียงไกรมากที่สุดลำหนึ่งของโลก ทำหน้าที่รักษาสันติภาพมายาวนาน แต่อีกคนอาจจะมองว่าเป็นเรือที่อำมหิตเลวร้ายก่อกรรมทำเข็ญมากที่สุดลำหนึ่งของโลก” ดร.มาโนชญ์ ระบุ
ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่า ฉะนั้น การมาของเรือดังกล่าว จึงก่อให้เกิดทั้งความรู้สึกยินดี “Welcome” และไม่ยินดี “Unwelcome” ในสังคมไทย ซึ่งสะท้อนมุมมองที่แตกต่างต่อเรือลำเดียวกัน
“เอาเป็นว่าคงต้องบอกว่า (un) Welcome to Thailand ถ้าใคร Welcome ก็ไปต้อนรับถ่ายรูป มอบดอกไม้อะไรก็ตามสบาย แต่ถ้าใคร Unwelcome ก็อย่าไปสนใจเลยครับ อย่าไปใส่เสื้อหรือติดธงปาเลสไตน์แถวนั้นเพราะมันเป็นสัญลักษณ์การต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะทำให้เขาแสลงใจ อย่าแสดงสัญลักษณ์ 168 มันเท่ากับไปตอกย้ำเขาเรื่องฆ่าเด็กบริสุทธิ์ อย่าโบกธงอิหร่านเพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของการไม่ยอมรับการละเมิดอธิปไตย ” ดร.มาโนชญ์ ระบุ
เสนอใช้การเทียบท่าเป็น “อำนาจต่อรอง”
ช่วงท้ายของโพสต์ ดร.มาโนชญ์ กล่าวว่า เมื่อไทยอนุญาตให้เรือเข้าจอดแล้ว รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เป็นเงื่อนไขในการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของไทย โดยเฉพาะการเดินเรือและการค้ากับอิหร่าน
เขาเสนอว่า ไทยควรได้รับข้อยกเว้นด้านการค้ากับอิหร่านในลักษณะเดียวกับที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เคยได้รับ มากกว่าจะปล่อยให้การแวะเทียบท่าเกิดขึ้นโดยไม่มีผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์.
- อ่านต้นฉบับ ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์
https://www.facebook.com/share/p/1HzWePjhDi/








