โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านกำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการคงไว้หรือทบทวนหลักนิยมทางนิวเคลียร์ของประเทศ หากเกิดสงครามขึ้นอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว โดยกระแสเรียกร้องให้ทบทวนหลักนิยมมาจากประชาชนที่ตั้งคำถามว่า เหตุใดอิหร่านจึงต้องยึดถือข้อจำกัดเดิม ขณะที่ฝ่ายศัตรูโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของประเทศ

สำนักข่าวอัลมายาดีน รายงานว่า เรซาอีให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ของอิหร่านเมื่อวันเสาร์ โดยกล่าวว่าการโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่านทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการยึดมั่นในหลักนิยมทางนิวเคลียร์เดิม อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ระบุว่าอิหร่านกำลังจะเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือมีการกำหนดแนวทางใหม่แล้วแต่อย่างใด

เรซาอียังเปิดเผยว่า เขาได้รับทราบข้อความจากเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ แล้ว แต่ยังไม่ได้ตอบกลับ โดยระบุว่าท่าทีของวอชิงตันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเขามองว่าเป็น “สัญญาณเชิงบวกที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนอิหร่านได้รวมพลังกันจนสามารถสร้างชัยชนะและความเข้มแข็งขึ้นมาได้”

เขาปฏิเสธที่จะเปิดเผยเนื้อหาของข้อความดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะ ดังนั้นในขั้นตอนนี้เขาจึงจะยังไม่กล่าวถึงรายละเอียดเช่นกัน

อิหร่านผลักดันกรอบความมั่นคงใหม่ในภูมิภาค

เรซาอีกล่าวด้วยว่า ความสามารถของอิหร่านในการยืนหยัดต่อการรุกรานของสหรัฐฯ ทำให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเริ่มพิจารณาจัดตั้งกรอบความมั่นคงใหม่ โดยย้ำว่ามหาอำนาจจากภายนอกควรถอนตัวออกไป และประเทศในภูมิภาคควรรับผิดชอบต่อความมั่นคงของตนเอง

เมื่อกล่าวถึงการประชุม 4 ฝ่ายที่จัดขึ้นในกรุงเตหะรานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เรซาอีระบุว่า ผู้แทนจากซาอุดีอาระเบีย ปากีสถาน และตุรกี ซึ่งเดินทางเยือนอิหร่าน มีความพยายามกำหนดกรอบและทิศทางของระบบความมั่นคงใหม่ดังกล่าว โดยผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นต่ออิสราเอล

เรซาอีเปิดเผยด้วยว่า รัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบียได้กล่าวกับเขาว่า หลังจากอิหร่านแล้ว อิสราเอลจะหันเป้าหมายไปยังตุรกี และจากนั้นจึงเป็นซาอุดีอาระเบีย อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าประเด็นข้อตกลงมักกะห์ (Mecca Agreement) และสถานการณ์ในเยเมนไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นหารือ เนื่องจากการประชุมมุ่งเน้นไปที่การกำหนดโครงสร้างและแนวทางความมั่นคงในอนาคตของภูมิภาค

การประชุม 4 ฝ่ายดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม โดยมีโมห์เซน เรซาอีเป็นเจ้าภาพ พร้อมด้วยเจ้าชายคอลิด บิน ซัลมาน รัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบีย พลเอกอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารปากีสถาน และอิบราฮิม คาลิน หัวหน้าหน่วยข่าวกรองแห่งชาติตุรกี ทั้งสี่ประเทศเห็นพ้องที่จะเดินหน้าหารือเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคต่อไป

ผู้นำสูงสุดย้ำกองทัพต้องพร้อมรับมือภัยคุกคาม

ในอีกด้านหนึ่ง อยาตุลเลาะห์ ซัยยิด มุจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า หากมีการโจมตีอิหร่านอีกครั้ง กองทัพและประชาชนอิหร่านจะเป็นผู้กำหนดเองว่าสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและภายใต้เงื่อนไขใด

เพรสทีวีรายงานว่า ระหว่างการพบปะกับผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพ ผู้นำสูงสุดเรียกร้องให้รักษาความพร้อมรบอย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างศักยภาพการป้องปรามสูงสุด และตอบโต้ภัยคุกคามจากศัตรูอย่างทันทีและมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ พร้อมกำชับให้กองทัพเตรียมความพร้อมรับมือทรัพย์สินของสหรัฐฯ และอิสราเอลทั้งที่เป็นรูปธรรมและไม่ใช่รูปธรรม

อิหร่านยืนยัน 7 เงื่อนไขยุติสงคราม เดินหน้าประสานกาตาร์

ในประเด็นทางการทูต โมจตาบา เฟอร์โดซี ปูร์ เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำอียิปต์ ให้สัมภาษณ์กับอัลมายาดีนเมื่อวันเสาร์ว่า อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังแลกเปลี่ยนข้อความผ่านการไกล่เกลี่ยของกาตาร์ แต่กระบวนการดังกล่าวยังไม่ถือเป็นการเจรจาโดยตรงหรือโดยอ้อมระหว่างทั้งสองประเทศ

เขาย้ำว่าเตหะรานจะไม่ละทิ้งเงื่อนไข 7 ประการสำหรับการยุติสงครามที่สหรัฐฯ ก่อขึ้นต่ออิหร่าน โดยหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือการยุติสงครามทั้งหมดในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวที่สำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) อ้างถึงระบุว่า คณะผู้แทนอิหร่านกำลังเดินทางไปยังกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อผลักดันการหารือกับฝ่ายกาตาร์ โดยไม่มีแผนเจรจากับสหรัฐฯ ในการเดินทางครั้งนี้

ด้านสำนักข่าว Axios รายงานเมื่อวันเสาร์โดยอ้างแหล่งข่าวทางการทูตว่า ผู้ไกล่เกลี่ยกาตาร์มีความคืบหน้าในการหารือกับอิหร่านที่กรุงเตหะราน ซึ่งใช้เวลามากกว่า 12 ชั่วโมงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อรื้อฟื้นการเจรจาโดยตรงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งให้ข้อมูลกับสำนักข่าวว่า ข้อเรียกร้องที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

รายงานระบุว่า วอชิงตันกำลังกดดันให้อิหร่านยอมให้มีการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติของประเทศ ขณะที่เตหะรานเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการตามเงื่อนไขของอิหร่านก่อน ได้แก่ การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล การปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน การยุติสงครามในทุกแนวรบ และการเปิดทางให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อิหร่านยังคงปฏิเสธการกล่าวอ้างว่าการเจรจามีความคืบหน้าไปสู่ข้อตกลงแล้ว โดยยืนยันว่าการดำเนินกระบวนการทางการทูตจะต้องอยู่บนพื้นฐานของเงื่อนไขที่เตหะรานกำหนด