มัสยิด…ดวงดาวที่ไร้แสงในตัวเอง

175

ภาวะผู้นำเป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรในยุคปัจจุบัน เมื่อโลกและสังคมมีมาตรฐานด้านต่างๆสูงขึ้น ก็ยิ่งต้องกลับมาทบทวนบทบาทหน้าที่/พฤติกรรมของผู้นำ ที่ถือเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนวงล้อของสังคมให้หมุนวนไปข้างหน้าอย่างราบรื่นด้วยกฎระเบียบ

สังคมมุสลิมไทยมีผู้นำอยู่หลายระดับ และยังมีองค์กรศาสนาที่ถูกกำหนดด้วยพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐  เช่น จุฬาราชมนตรี ประธาน/เลขาฯ คณะกรรมการกลางคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย คณะกรรมการอิสลามประจำหวังหวัด(ประธานจังหวัด) และคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด (อิหม่าม)

โครงสร้างของสังคมมุสลิมที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๑๕๔๐ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดในท้องถิ่นชุมชนคือ อิหม่าม

อิหม่ามคือผู้นำสังคมมุสลิมในระดับท้องถิ่นชุมชน ซึ่งมีบทบาทอำนาจตาม พ.รบ.ฯ หลายประการ เช่น ๑) ปฎิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม ๒) ปกครองดูแลและแนะนำเจ้าหน้าที่ของมัสยิดให้ปฎิบัติงานในหน้าที่ให้เรียบร้อย ๓) แนะนำให้สัปบุรุษประจำมัสยิดปฎิบัติให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามและกฏหมาย ๔) อำนวยความสะดวกแก่มุสลิมในการปฎิบัติศาสนกิจ ๕) สั่งสอนและอบรมหลักธรรมทางศาสนาอิสลามแก่บรรดาสัปบุรุษประจำมุสยิด

อิหม่ามที่ถูกรับรองตามกฏหมายทั่วประเทศมีจำนวนเกือบ ๔๐๐๐ คนกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศหว่า ๖๐ จังหวัด โดยภาคใต้มีจำนวนอิหม่ามกว่า ๒๐๐๐ คน ภาคกลางมี ๔๐๐ กว่าคน ภาคเหนือมี ๓๐ กว่าคน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี ๒๐ กว่าคน ซึ่งหากบรรดาอิหม่ามปฎิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดแล้ว สังคมมุสลิมจะเกิดความมั่นคงและยั่งยืน เพราะมันเป็นความมั่นคงที่เกิดขึ้นโดยกิจวัตรทางศาสนาและระเบียบปฎิบัติตามพรบ.ที่กำหนด

อิหม่ามคือผู้นำจิตวิญญาณของคนในท้องถิ่นชุมชน โดยมีมัสยิดเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นเป้าหมายของการพัฒนาองค์กรศาสนาอิสลามในประเทศไทย ความจริงแล้วมัสยิดและอิหม่ามมีบทบาทสำคัญที่สุดบนหลักการทางศาสนา แต่ในทาง พรบ.ฯ มัสยิดและอิหม่ามเป็นตำแหน่งที่ถูกกำหนด/ถูกบังคับโดย กรรมการอิสลามประจำจังหวัด ที่มีมีกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยคอยกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง ทำให้มัสยิดและอิหม่ามถูกกดทับด้วยบทบาทอำนาจให้แคบและน้อยลงไปตาม บทบาทหน้าที่ตาม พรบ.ฯ ที่ถูกนำไปเชื่อมกับอำนาจการควบคุมดูแลจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยโดยมีจุฬาราชมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง

มัสยิดและอิหม่ามจึงเป็นเป้าหมายหรือสะพานสำคัญในการไต่ขั้นขึ้นไปมีอำนาจในองค์กรศาสนาอิสลามที่สูงขึ้นไป (เช่น คณะกรรมการจังหวัด(ประธานจังหวัด) และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย(จุฬาราชนตรีและเลขาฯ) ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมาจากตำแหน่งอิหม่ามประจำมัสยิดตามเนื้อหา พรบ.ฯ

อิหม่ามมีหน้าที่ชัดเจนตาม พรบ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม เพราะอิหม่ามเป็นตำแหน่งที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน/รากหญ้าในท้องถิ่นชุมชนของตัวเอง ส่วนกรรมการอิสลามประจำจังหวัด มีหน้าที่รับรอง/ถอดถอนตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำมัสยิด แม้จะมีหน้าที่ในการแต่งตั้งและถอดถอนอิหม่ามได้ แต่กรรมการอิสลามประจำจังหวัดนั้นก็ต้องทำภายใต้มติและการประชุม

เพราะมีหน้าที่ชัดเจนในการดูแลบริหารมัสยิด ซึ่งเป็นสถานที่ในการอิบาดะห์ต่ออัลลอฮ มัสยิดจึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่ก่อให้เกิดองค์กรศาสนาอิสลาม และ พรบ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็มีเป้าหมายเพื่อคืนอำนาจให้อิหม่ามและมัสยิด

เนื่องจากพัฒนาการทางสังคมของมุสลิมในประเทศไทย ภายใต้รัฐธรรมนูญไทยที่ให้สิทธิเสรีภาพแก่บุคคลในการนับถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฎิบัติตามศาสนธรรม หรือปฎิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฎิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมือง และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ในมาตรา ๖๖ บัญญัติว่า บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชนชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์รหรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีสวนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน

อิหม่ามและมัสยิดจึงมีความสำคัญยิ่งต่อโครงสร้างองค์กรศาสนาอิสลามและสังคมมุสลิม เป็นความสำคัญที่สอดคล้องกับอัลกุรอานที่กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดูแลบริหารมัสยิดว่า “ อันที่จริงผู้บริหารมัสยิดของอัลลอฮ คือ ผู้ที่มีศรัทธาต่ออัลลอฮ และวันสุดท้าย เขาดำรงการละหมาด และเขาจ่ายซะกาต และเขาไม่กลัวใครนอกจากอัลลอฮ ดังนั้น จึงหวังได้ว่าพวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้อยู่ในทางนำ “ (อัตเตาบะห์/๑๘)

ความมีสิริมงคล/ความมั่นคงของมัสยิดคือรากฐานที่ถูกวางขึ้นด้วยความยำเกรงต่ออัลลอฮ(ซ.บ)อย่างแท้จริง อัลกุรอานจึงให้แง่คิดสำคัญกับการก่อสร้างมัสยิดไว้อย่างชัดเจนว่า “ เป็นมัสยิดที่วางรากฐานบนความยำเกรงพระเจ้านับแต่วันเริ่มต้น” (ดัตเตาบะห์/๑๐๘)