พระเยซูเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ และเป็นศูนย์กลางของความเชื่อในหลายศาสนา โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ซึ่งยกให้พระเยซูเป็นพระเจ้า หรือเป็นบุตรของพระเจ้า ขณะที่มุมมองในศาสนาอื่น เช่น ยิวหรือพุทธ อาจมองท่านในฐานะบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ นักจิตวิทยาศาสนา หรือครูทางจริยธรรม
แต่อิสลามมีมุมมองเฉพาะของตนเองเกี่ยวกับพระเยซู ซึ่งทั้งคล้ายและต่างจากมุมมองของคริสต์ศาสนาอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะอธิบายอย่างเป็นกลางว่าศาสนาอิสลามมองพระเยซูอย่างไร เหตุใดท่านจึงมีสถานะสูงส่งในหลักความเชื่อของชาวมุสลิม และทำไมพระเยซูจึงเป็นบุคคลที่เชื่อมโยงทั้งสามศาสนาใหญ่ในตะวันออกกลางเข้าด้วยกัน
บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาสร้างความขัดแย้งทางศาสนา แต่ต้องการเสนอข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักคำสอนอิสลาม เพื่อให้ผู้อ่านจากทุกภูมิหลังสามารถเข้าใจมุมมองของมุสลิมได้ดีขึ้น
พระเยซูในอิสลาม: ศาสนทูตผู้มีสถานะสูงสุดระดับหนึ่ง
ในศาสนาอิสลาม พระเยซูมีชื่อว่า อีซา อิบนุ มัรยัม (อีซา บุตรของมัรยัม) และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ศาสนทูตชั้นสูง” ที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับอับราฮัม โมเสส และมุฮัมมัด
สิ่งที่น่าสนใจคือ
-
ชาวมุสลิมไม่ได้มองพระเยซูเป็นพระเจ้า
-
และไม่มองว่าเป็นบุตรพระเจ้าในความหมายทางเทววิทยาแบบคริสต์
แต่พวกเขามองท่านเป็น มนุษย์ผู้ได้รับภารกิจจากพระเจ้า พร้อมสถานะทางศาสนาที่สูงมาก และมีเกียรติในฐานะ “เมสสิยาห์” (อัลมะซีห์) ซึ่งเป็นคำที่ปรากฏในอัลกุรอานเช่นเดียวกัน
ในความเชื่ออิสลาม พระเยซูทำหน้าที่เดียวกับศาสนทูตทุกคน คือ
-
สอนให้มนุษย์บูชาพระเจ้าเพียงองค์เดียว
-
เชิญชวนสู่ความดี ความยุติธรรม และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรม
ดังนั้น แม้อิสลามไม่ถือว่าพระเยซูคือพระเจ้า แต่กลับให้ท่านอยู่ในสถานะที่สูงส่งที่สุดอันดับหนึ่งในหมู่ศาสนทูต
มัรยัม: หญิงผู้ศรัทธาที่ได้รับเกียรติสูงสุดในอิสลาม
บุคคลที่มีความสำคัญควบคู่กับพระเยซูในอิสลาม คือ มัรยัม (แมรี) แม่ของพระเยซู อิสลามให้เกียรติมัรยัมอย่างยิ่ง มีบทหนึ่งในอัลกุรอานใช้ชื่อเธอโดยตรง และเล่าเรื่องราวชีวิตอย่างละเอียด
มุมมองของอิสลามต่อมัรยัมมีลักษณะดังนี้
-
เธอเป็นหญิงที่บริสุทธิ์และเคร่งศาสนา
-
โตขึ้นในสภาพแวดล้อมของการบูชาพระเจ้า
-
ทูตสวรรค์มาแจ้งข่าวการตั้งครรภ์อันอัศจรรย์โดยไม่มีการสัมผัสจากชายใด
เหตุนี้มัรยัมจึงเป็นสัญลักษณ์ของศรัทธาและความบริสุทธิ์ในอิสลาม และได้รับความเคารพอย่างสูงไม่ต่างจากคริสต์ศาสนา
การประสูติอันอัศจรรย์: จุดร่วมระหว่างอิสลามและคริสต์
อิสลามและคริสต์ศาสนามีความเชื่อร่วมกันอย่างชัดเจนในประเด็นหนึ่งคือ พระเยซูเกิดโดยไม่มีบิดามนุษย์ ในมุมมองอิสลาม
-
การประสูตินี้เป็น “ปาฏิหาริย์” ที่เกิดขึ้นเพราะพระเจ้ามีพระประสงค์
-
มิได้ยืนยันสถานะความเป็นพระเจ้า
-
แต่แสดงถึง “อำนาจการสร้าง” ของพระเจ้าที่ไม่จำกัด
อัลกุรอานเปรียบการประสูติของพระเยซูกับอาดัมว่า
พระเจ้าทรงสร้างอาดัมจากดิน แล้วตรัสว่า ‘จงเป็น’ และเขาก็เป็นขึ้นมา
เหตุผลสำคัญคือ เพื่อแสดงว่า “การไม่มีบิดา” ไม่ได้ทำให้พระเยซูเป็นพระเจ้า เช่นเดียวกับที่อาดัมซึ่งไม่มีพ่อแม่ก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน
ปาฏิหาริย์ของพระเยซู: หลักฐานสถานะศาสนทูต ไม่ใช่ความศักดิ์สิทธิ์ส่วนตัว
อิสลามยอมรับปาฏิหาริย์ของพระเยซูจำนวนมาก เช่น
-
พูดได้ตั้งแต่ยังเป็นทารก
-
ทำให้นกดินเหนียวมีชีวิต
-
รักษาผู้ป่วยหนัก
-
ทำให้คนตายฟื้นขึ้น
แต่ทุกเหตุการณ์มีคำว่า “ด้วยอนุญาตของพระเจ้า” ตามหลังเสมอ
จุดที่อิสลามต้องการเน้นคือ ปาฏิหาริย์เป็นหลักฐานว่าพระเยซูได้รับการส่งเสริมจากพระเจ้า ไม่ใช่หลักฐานว่าพระองค์คือพระเจ้าเอง
ดังนั้น จุดยืนของอิสลามจึงอยู่ตรงกลางระหว่าง
-
การปฏิเสธปาฏิหาริย์ทั้งหมด
-
และการมองว่าปาฏิหาริย์เป็นหลักฐานของความเป็นเทพ
อิสลามมองว่า ปาฏิหาริย์คือสัญลักษณ์ของ “ภารกิจจากพระเจ้า” มากกว่าสถานะทางเทววิทยา
พระเยซูในฐานะครูด้านศีลธรรมและผู้นำทางจิตวิญญาณ
ภาพของพระเยซูในอิสลาม เป็นภาพของผู้สอนคุณธรรมที่โดดเด่น ท่านสั่งสอนประชาชนด้วยข้อความอย่าง
-
ความเมตตาเหนือความโกรธ
-
การอภัยเหนือการล้างแค้น
-
ความบริสุทธิ์เหนือความโลภ
-
การบูชาพระเจ้าเหนือสิ่งล่อใจทางวัตถุ
อิสลามย้ำว่าพระเยซูมีชีวิตเรียบง่าย ใกล้ชิดผู้ยากไร้ และเป็นผู้นำที่มีเมตตา ซึ่งสอดคล้องกับภาพในพระคัมภีร์คริสเตียนหลายตอน
ความเห็นร่วมนี้ทำให้พระเยซูเป็นบุคคลที่มี “สะพานเชื่อม” ระหว่างมุสลิมและคริสเตียนได้ในหลายประเด็น
ความขัดแย้งกับผู้นำศาสนาในยุคนั้น
อิสลามไม่ได้ลงรายละเอียดทางประวัติศาสตร์มากนักเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างพระเยซูกับผู้นำศาสนาในยุคนั้น แต่ยอมรับว่า
-
พระเยซูถูกต่อต้าน
-
ถูกวางแผนจะสังหาร
-
และเผชิญแรงกดดันทางสังคมอย่างหนัก
สิ่งที่ต่างออกไปคือเรื่องการตรึงกางเขน
ทำไมอิสลามจึงไม่เชื่อว่าพระเยซูถูกตรึงกางเขน?
นี่คือหนึ่งในจุดที่อิสลามและคริสต์มีความแตกต่างทางเทววิทยามากที่สุด
อิสลามสอนว่า
-
พระเยซู ไม่ถูกตรึงกางเขน
-
พระเจ้าทรงช่วยท่าน
-
และยกท่านขึ้นสู่สวรรค์อย่างปลอดภัย
เรื่องนี้อยู่บนพื้นฐานคำสอนของอัลกุรอานซึ่งระบุว่า ผู้คนเพียง คิด ว่าพวกเขาได้ตรึงท่านแล้ว แต่ในความเป็นจริงมันเป็นเพียงภาพลวงตา และการตรึงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงบนตัวของพระเยซู
เหตุผลหลักคือ อิสลามไม่เชื่อว่าศาสนทูตผู้บริสุทธิ์จะถูกลงโทษอัปยศด้วยการตรึงกางเขน แตกต่างจากเทววิทยาคริสต์ที่อธิบายว่าการตรึงกางเขนคือการไถ่บาปของมนุษย์
นี่ทำให้ “จุดร่วม” และ “จุดต่าง” ของสองศาสนานี้มีความชัดเจน
-
ทั้งสองศาสนาให้พระเยซูเป็นบุคคลผู้มีเกียรติสูงสุด
-
แต่เข้าใจบทบาทของท่านต่อมนุษยชาติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
หลังจากพระเยซูขึ้นสู่สวรรค์: คำสอนดั้งเดิมถูกเปลี่ยนหรือไม่?
อิสลามสอนว่า หลังจากพระเยซูไม่อยู่ในโลกแล้ว
-
สาวกบางกลุ่มพยายามรักษาคำสอนของท่านไว้
-
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกิดการตีความที่หลากหลาย
-
กระแสความเชื่อเรื่อง “ความเป็นพระเจ้าของพระเยซู” ค่อยๆ แพร่หลายและกลายเป็นความเชื่อหลักของคริสต์ศาสนา
อย่างไรก็ตาม ในหมู่ผู้ติดตามยุคแรก ยังมีผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นเพียงศาสนทูต เช่นเดียวกับมุมมองของอิสลาม
บทบาทของนบีมุฮัมมัดในการ “ยืนยัน” ภาพของพระเยซูในอิสลาม
หกศตวรรษหลังพระเยซู ชาวมุสลิมเชื่อว่าพระเจ้าได้ส่งศาสนทูตองค์สุดท้ายคือ นบีมุฮัมมัด พร้อมคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งมีบทบาท
-
ยืนยัน ปาฏิหาริย์ของพระเยซู
-
ยืนยัน สถานะทางศาสนาของท่าน
-
ยืนยัน การประสูติอันอัศจรรย์
-
และ ยืนยัน ว่าพระเยซูสอนให้บูชาพระเจ้าองค์เดียว
จากมุมมองอิสลาม พระเยซูและมุฮัมมัดไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่สืบทอดเจตนารมณ์เดียวกัน คือการนำมนุษย์สู่การรู้จักพระเจ้า
อิสลามจึงมองว่าตนเองไม่ได้ปฏิเสธพระเยซู แต่กลับ “ฟื้นความหมายดั้งเดิม” ของภารกิจของพระเยซู
พระเยซูจะกลับมาอีกครั้ง? มุมมองของอิสลามต่อวันสิ้นโลก
อิสลามสอนว่าพระเยซูจะกลับมายังโลกอีกครั้งในช่วงสุดท้ายของประวัติศาสตร์มนุษย์ เพื่อทำหน้าที่
-
ยุติความอยุติธรรม
-
ทำลายความหลงผิด
-
และฟื้นความเป็นธรรมบนโลก
ความเชื่อนี้มีอยู่ทั้งในอิสลามและคริสต์ แม้รายละเอียดในสองศาสนาจะต่างกัน แต่ก็สะท้อนว่า “พระเยซู” มีบทบาทสำคัญในจินตภาพวันสิ้นโลกของทั้งสองศาสนา
แล้วทำไมชาวมุสลิมต้องเชื่อในพระเยซู?
ในอิสลาม การเชื่อในพระเยซูไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น ข้อบังคับ
หากมุสลิมปฏิเสธพระเยซู จะเท่ากับ
-
ปฏิเสธศาสนทูต
-
ปฏิเสธพระเจ้าผู้ส่งศาสนทูตเหล่านั้น
-
และไม่อาจเป็นมุสลิมได้
ประเด็นนี้ช่วยให้ผู้อ่านจากศาสนาอื่นเข้าใจว่า ชาวมุสลิมไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธหรือดูหมิ่นพระเยซูเลย ในทางตรงกันข้าม พวกเขาให้ความเคารพอย่างสูงและกล่าวคำสันติแก่พระเยซูทุกครั้งที่เอ่ยชื่อ
ดังนั้นเมื่อมองในภาพรวมจะพบว่า อิสลามยืนยันความพิเศษและความศักดิ์สิทธิ์ในภารกิจของพระเยซู แต่ไม่ถือว่าท่านเป็นพระเจ้า และไม่รับหลักคำสอนเรื่องการตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาป
อย่างไรก็ตาม อิสลามยังคงเห็นพระเยซูเป็น ผู้ประกาศสันติ ผู้เรียกร้องสู่ศีลธรรม ผู้เป็นเมสสิยาห์ และศาสนทูตที่มีเกียรติยศสูงสุด
ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างทางศาสนา มุมมองของอิสลามต่อพระเยซูอาจช่วยให้เรามองเห็น “พื้นที่ร่วม” ระหว่างศรัทธา และเปิดช่องทางสู่การสนทนาอย่างเคารพต่อกันมากขึ้น
…