วันเสาร์ 31 มกราคม 2026

พระเยซูคือใครในสายตาของอิสลาม?

-

พระเยซูเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ และเป็นศูนย์กลางของความเชื่อในหลายศาสนา โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ซึ่งยกให้พระเยซูเป็นพระเจ้า หรือเป็นบุตรของพระเจ้า ขณะที่มุมมองในศาสนาอื่น เช่น ยิวหรือพุทธ อาจมองท่านในฐานะบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ นักจิตวิทยาศาสนา หรือครูทางจริยธรรม

แต่อิสลามมีมุมมองเฉพาะของตนเองเกี่ยวกับพระเยซู ซึ่งทั้งคล้ายและต่างจากมุมมองของคริสต์ศาสนาอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะอธิบายอย่างเป็นกลางว่าศาสนาอิสลามมองพระเยซูอย่างไร เหตุใดท่านจึงมีสถานะสูงส่งในหลักความเชื่อของชาวมุสลิม และทำไมพระเยซูจึงเป็นบุคคลที่เชื่อมโยงทั้งสามศาสนาใหญ่ในตะวันออกกลางเข้าด้วยกัน

บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาสร้างความขัดแย้งทางศาสนา แต่ต้องการเสนอข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักคำสอนอิสลาม เพื่อให้ผู้อ่านจากทุกภูมิหลังสามารถเข้าใจมุมมองของมุสลิมได้ดีขึ้น

พระเยซูในอิสลาม: ศาสนทูตผู้มีสถานะสูงสุดระดับหนึ่ง

ในศาสนาอิสลาม พระเยซูมีชื่อว่า อีซา อิบนุ มัรยัม (อีซา บุตรของมัรยัม) และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ศาสนทูตชั้นสูง” ที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับอับราฮัม โมเสส และมุฮัมมัด

สิ่งที่น่าสนใจคือ

  • ชาวมุสลิมไม่ได้มองพระเยซูเป็นพระเจ้า

  • และไม่มองว่าเป็นบุตรพระเจ้าในความหมายทางเทววิทยาแบบคริสต์

แต่พวกเขามองท่านเป็น มนุษย์ผู้ได้รับภารกิจจากพระเจ้า พร้อมสถานะทางศาสนาที่สูงมาก และมีเกียรติในฐานะ “เมสสิยาห์” (อัลมะซีห์) ซึ่งเป็นคำที่ปรากฏในอัลกุรอานเช่นเดียวกัน

ในความเชื่ออิสลาม พระเยซูทำหน้าที่เดียวกับศาสนทูตทุกคน คือ

  • สอนให้มนุษย์บูชาพระเจ้าเพียงองค์เดียว

  • เชิญชวนสู่ความดี ความยุติธรรม และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรม

ดังนั้น แม้อิสลามไม่ถือว่าพระเยซูคือพระเจ้า แต่กลับให้ท่านอยู่ในสถานะที่สูงส่งที่สุดอันดับหนึ่งในหมู่ศาสนทูต

มัรยัม: หญิงผู้ศรัทธาที่ได้รับเกียรติสูงสุดในอิสลาม

บุคคลที่มีความสำคัญควบคู่กับพระเยซูในอิสลาม คือ มัรยัม (แมรี) แม่ของพระเยซู อิสลามให้เกียรติมัรยัมอย่างยิ่ง มีบทหนึ่งในอัลกุรอานใช้ชื่อเธอโดยตรง และเล่าเรื่องราวชีวิตอย่างละเอียด

มุมมองของอิสลามต่อมัรยัมมีลักษณะดังนี้

  • เธอเป็นหญิงที่บริสุทธิ์และเคร่งศาสนา

  • โตขึ้นในสภาพแวดล้อมของการบูชาพระเจ้า

  • ทูตสวรรค์มาแจ้งข่าวการตั้งครรภ์อันอัศจรรย์โดยไม่มีการสัมผัสจากชายใด

เหตุนี้มัรยัมจึงเป็นสัญลักษณ์ของศรัทธาและความบริสุทธิ์ในอิสลาม และได้รับความเคารพอย่างสูงไม่ต่างจากคริสต์ศาสนา

การประสูติอันอัศจรรย์: จุดร่วมระหว่างอิสลามและคริสต์

อิสลามและคริสต์ศาสนามีความเชื่อร่วมกันอย่างชัดเจนในประเด็นหนึ่งคือ พระเยซูเกิดโดยไม่มีบิดามนุษย์ ในมุมมองอิสลาม

  • การประสูตินี้เป็น “ปาฏิหาริย์” ที่เกิดขึ้นเพราะพระเจ้ามีพระประสงค์

  • มิได้ยืนยันสถานะความเป็นพระเจ้า

  • แต่แสดงถึง “อำนาจการสร้าง” ของพระเจ้าที่ไม่จำกัด

อัลกุรอานเปรียบการประสูติของพระเยซูกับอาดัมว่า

พระเจ้าทรงสร้างอาดัมจากดิน แล้วตรัสว่า ‘จงเป็น’ และเขาก็เป็นขึ้นมา

เหตุผลสำคัญคือ เพื่อแสดงว่า “การไม่มีบิดา” ไม่ได้ทำให้พระเยซูเป็นพระเจ้า เช่นเดียวกับที่อาดัมซึ่งไม่มีพ่อแม่ก็ยังเป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน

ปาฏิหาริย์ของพระเยซู: หลักฐานสถานะศาสนทูต ไม่ใช่ความศักดิ์สิทธิ์ส่วนตัว

อิสลามยอมรับปาฏิหาริย์ของพระเยซูจำนวนมาก เช่น

  • พูดได้ตั้งแต่ยังเป็นทารก

  • ทำให้นกดินเหนียวมีชีวิต

  • รักษาผู้ป่วยหนัก

  • ทำให้คนตายฟื้นขึ้น

แต่ทุกเหตุการณ์มีคำว่า “ด้วยอนุญาตของพระเจ้า” ตามหลังเสมอ

จุดที่อิสลามต้องการเน้นคือ ปาฏิหาริย์เป็นหลักฐานว่าพระเยซูได้รับการส่งเสริมจากพระเจ้า ไม่ใช่หลักฐานว่าพระองค์คือพระเจ้าเอง

ดังนั้น จุดยืนของอิสลามจึงอยู่ตรงกลางระหว่าง

  • การปฏิเสธปาฏิหาริย์ทั้งหมด

  • และการมองว่าปาฏิหาริย์เป็นหลักฐานของความเป็นเทพ

อิสลามมองว่า ปาฏิหาริย์คือสัญลักษณ์ของ “ภารกิจจากพระเจ้า” มากกว่าสถานะทางเทววิทยา

พระเยซูในฐานะครูด้านศีลธรรมและผู้นำทางจิตวิญญาณ

ภาพของพระเยซูในอิสลาม เป็นภาพของผู้สอนคุณธรรมที่โดดเด่น ท่านสั่งสอนประชาชนด้วยข้อความอย่าง

  • ความเมตตาเหนือความโกรธ

  • การอภัยเหนือการล้างแค้น

  • ความบริสุทธิ์เหนือความโลภ

  • การบูชาพระเจ้าเหนือสิ่งล่อใจทางวัตถุ

อิสลามย้ำว่าพระเยซูมีชีวิตเรียบง่าย ใกล้ชิดผู้ยากไร้ และเป็นผู้นำที่มีเมตตา ซึ่งสอดคล้องกับภาพในพระคัมภีร์คริสเตียนหลายตอน

ความเห็นร่วมนี้ทำให้พระเยซูเป็นบุคคลที่มี “สะพานเชื่อม” ระหว่างมุสลิมและคริสเตียนได้ในหลายประเด็น

ความขัดแย้งกับผู้นำศาสนาในยุคนั้น

อิสลามไม่ได้ลงรายละเอียดทางประวัติศาสตร์มากนักเกี่ยวกับความตึงเครียดระหว่างพระเยซูกับผู้นำศาสนาในยุคนั้น แต่ยอมรับว่า

  • พระเยซูถูกต่อต้าน

  • ถูกวางแผนจะสังหาร

  • และเผชิญแรงกดดันทางสังคมอย่างหนัก

สิ่งที่ต่างออกไปคือเรื่องการตรึงกางเขน

ทำไมอิสลามจึงไม่เชื่อว่าพระเยซูถูกตรึงกางเขน?

นี่คือหนึ่งในจุดที่อิสลามและคริสต์มีความแตกต่างทางเทววิทยามากที่สุด

อิสลามสอนว่า

  • พระเยซู ไม่ถูกตรึงกางเขน

  • พระเจ้าทรงช่วยท่าน

  • และยกท่านขึ้นสู่สวรรค์อย่างปลอดภัย

เรื่องนี้อยู่บนพื้นฐานคำสอนของอัลกุรอานซึ่งระบุว่า ผู้คนเพียง คิด ว่าพวกเขาได้ตรึงท่านแล้ว แต่ในความเป็นจริงมันเป็นเพียงภาพลวงตา และการตรึงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงบนตัวของพระเยซู

เหตุผลหลักคือ อิสลามไม่เชื่อว่าศาสนทูตผู้บริสุทธิ์จะถูกลงโทษอัปยศด้วยการตรึงกางเขน แตกต่างจากเทววิทยาคริสต์ที่อธิบายว่าการตรึงกางเขนคือการไถ่บาปของมนุษย์

นี่ทำให้ “จุดร่วม” และ “จุดต่าง” ของสองศาสนานี้มีความชัดเจน

  • ทั้งสองศาสนาให้พระเยซูเป็นบุคคลผู้มีเกียรติสูงสุด

  • แต่เข้าใจบทบาทของท่านต่อมนุษยชาติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

หลังจากพระเยซูขึ้นสู่สวรรค์: คำสอนดั้งเดิมถูกเปลี่ยนหรือไม่?

อิสลามสอนว่า หลังจากพระเยซูไม่อยู่ในโลกแล้ว

  • สาวกบางกลุ่มพยายามรักษาคำสอนของท่านไว้

  • แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกิดการตีความที่หลากหลาย

  • กระแสความเชื่อเรื่อง “ความเป็นพระเจ้าของพระเยซู” ค่อยๆ แพร่หลายและกลายเป็นความเชื่อหลักของคริสต์ศาสนา

อย่างไรก็ตาม ในหมู่ผู้ติดตามยุคแรก ยังมีผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นเพียงศาสนทูต เช่นเดียวกับมุมมองของอิสลาม

บทบาทของนบีมุฮัมมัดในการ “ยืนยัน” ภาพของพระเยซูในอิสลาม

หกศตวรรษหลังพระเยซู ชาวมุสลิมเชื่อว่าพระเจ้าได้ส่งศาสนทูตองค์สุดท้ายคือ นบีมุฮัมมัด พร้อมคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งมีบทบาท

  • ยืนยัน ปาฏิหาริย์ของพระเยซู

  • ยืนยัน สถานะทางศาสนาของท่าน

  • ยืนยัน การประสูติอันอัศจรรย์

  • และ ยืนยัน ว่าพระเยซูสอนให้บูชาพระเจ้าองค์เดียว

จากมุมมองอิสลาม พระเยซูและมุฮัมมัดไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่สืบทอดเจตนารมณ์เดียวกัน คือการนำมนุษย์สู่การรู้จักพระเจ้า

อิสลามจึงมองว่าตนเองไม่ได้ปฏิเสธพระเยซู แต่กลับ “ฟื้นความหมายดั้งเดิม” ของภารกิจของพระเยซู

พระเยซูจะกลับมาอีกครั้ง? มุมมองของอิสลามต่อวันสิ้นโลก

อิสลามสอนว่าพระเยซูจะกลับมายังโลกอีกครั้งในช่วงสุดท้ายของประวัติศาสตร์มนุษย์ เพื่อทำหน้าที่

  • ยุติความอยุติธรรม

  • ทำลายความหลงผิด

  • และฟื้นความเป็นธรรมบนโลก

ความเชื่อนี้มีอยู่ทั้งในอิสลามและคริสต์ แม้รายละเอียดในสองศาสนาจะต่างกัน แต่ก็สะท้อนว่า “พระเยซู” มีบทบาทสำคัญในจินตภาพวันสิ้นโลกของทั้งสองศาสนา

แล้วทำไมชาวมุสลิมต้องเชื่อในพระเยซู?

ในอิสลาม การเชื่อในพระเยซูไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น ข้อบังคับ

หากมุสลิมปฏิเสธพระเยซู จะเท่ากับ

  • ปฏิเสธศาสนทูต

  • ปฏิเสธพระเจ้าผู้ส่งศาสนทูตเหล่านั้น

  • และไม่อาจเป็นมุสลิมได้

ประเด็นนี้ช่วยให้ผู้อ่านจากศาสนาอื่นเข้าใจว่า ชาวมุสลิมไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธหรือดูหมิ่นพระเยซูเลย ในทางตรงกันข้าม พวกเขาให้ความเคารพอย่างสูงและกล่าวคำสันติแก่พระเยซูทุกครั้งที่เอ่ยชื่อ

ดังนั้นเมื่อมองในภาพรวมจะพบว่า อิสลามยืนยันความพิเศษและความศักดิ์สิทธิ์ในภารกิจของพระเยซู แต่ไม่ถือว่าท่านเป็นพระเจ้า และไม่รับหลักคำสอนเรื่องการตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาป

อย่างไรก็ตาม อิสลามยังคงเห็นพระเยซูเป็น ผู้ประกาศสันติ ผู้เรียกร้องสู่ศีลธรรม ผู้เป็นเมสสิยาห์ และศาสนทูตที่มีเกียรติยศสูงสุด

ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างทางศาสนา มุมมองของอิสลามต่อพระเยซูอาจช่วยให้เรามองเห็น “พื้นที่ร่วม” ระหว่างศรัทธา และเปิดช่องทางสู่การสนทนาอย่างเคารพต่อกันมากขึ้น

อ้างอิง https://www.whyislam.org/jesus-pbuh/

เรื่องล่าสุด