“มหาวิหารแวงค์” อัศจรรย์วิถีชุมชนคริสต์อาร์เมเนียในประเทศอิหร่าน

มหาวิหารแวงค์ (Vank Cathedral) โบสถ์เก่าแก่ร่วม 400 ปี ของชนกลุ่มน้อยอาร์เมเนียน กับวิถีชาวคริสเตียนในประเทศอิสลามอย่างอิหร่าน

282
“มหาวิหารแวงค์” ของชุมชนคริสต์อาร์เมเนีย อิสฟาฮาน ประเทศอิหร่าน Rasool AB / wikipedia

หลังสงครามออตโตมัน ปี 1603-1605, ชาวอาร์เมเนียน (Armenians) ก็เริ่มเดินทางถึงอิหร่านเพื่อหาชีวิตใหม่ภายใต้การปกครองของ กษัตริย์ “ชาห์ อับบาส ที่ 1” แห่งราชวงศ์ซาฟาวิด

“ชาห์ อับบาส ที่ 1” คือผู้นำมาซึ่งการตั้งถิ่นฐานของชาวอาร์เมนียนนับหมื่นคนในหลายจังหวัดของอิหร่านทางตอนใต้ของแม่น้ำอะราส (Aras River) เขายังเป็นผู้ขนย้ายชาวอาร์เมเนียนที่หลบหนีการสังหารหมู่ของออตโตมันใน “นัคชีวาน” (Nakhchivan) ไปยังอิหร่าน

“เมืองนัคชีวาน” ประสบภัยอย่างหนักจากสงคราม ช่วงศตวรรษที่ 14 ถึงศตวรรษที่ 18 ระหว่างเปอร์เซียกับจักรวรรดิออตโตมัน เมืองนี้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิซาฟาวิดในศตวรรษที่ 16

ในปีค.ศ.1604 เมื่อกษัตริย์ “ชาห์ อับบาส ที่ 1” ตระหนักว่าดินแดนนัคชีวานและบริเวณโดยรอบอาจตกอยู่ในมือของออตโตมัน พระองค์จึงตัดสินใจบังคับให้ชาวมุสลิม ยิว และชาวอาร์เมเนีย อพยพยออกจากบ้านเกิดเมืองนอนและย้ายไปอยู่ที่อิหร่าน

ผู้อพยพชาวอาร์เมเนียได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เมือง “อิสฟาฮาน” (Isfahan) เมืองหลวงของราชวงศ์ซาฟาวิด โดยอาศัยอยู่ในเขต “จอลฟาใหม่”  (New Jolfa) ซึ่งได้รับการตั้งชื่อตามบ้านเกิดเมืองนอนเดิมของตน (ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน)

เมื่อเข้าสู่อิหร่านผู้อพยพชาวอาร์เมเนียได้เริ่มสร้างโบสถ์และอารามเพื่อดำเนินกิจกรรมทางศาสนาต่อไปในบ้านหลังใหม่

อารามแห่งแรกใน “จอลฟา” สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1606 รวมถึงโบสถ์เล็กๆ แห่งหนึ่งชื่ออัมนา เพอร์คิช (Amna Perkich) ซึ่งหมายถึง “การรักษาเยียวยาทั้งหมด”

คริสตจักรเล็กๆ แห่งนี้ได้ถูกขยายออกไปในภายหลังและกลายเป็น “มหาวิหารแวงค์” (Vank Cathedral) ที่ได้รับการออกแบบอย่างสวยงาม ซึ่งสร้างขึ้น 50 ปีต่อมาภายใต้การดูแลของ “อาร์คบิชอปเดวิด” ( Archbishop David)

มหาวิหาร / ภาพ: วิกิพีเดีย

โบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของอิหร่านนี้ สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปีค.ศ.1664 โบสถ์ประกอบด้วย หอระฆังซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1702 สำนักพิมพ์ก่อตั้งขึ้นโดยบิชอปคาชาโตร์ ( Bishop Khachatoor) ห้องสมุดก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1884 และมีพิพิธภัณฑ์ที่เปิดเมื่อปี 1905

สถาปัตยกรรมของอาคารเป็นส่วนผสมของสไตล์ซาฟาวิดในศตวรรษที่ 17 ที่มีซุ้มประตูสูง และโดมสไตล์อิสลาม

มหาวิหารแห่งนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อสถาปัตยกรรมและการตกแต่งของคริสตจักรจำนวนมากในอิหร่านและภูมิภาคเมโสโปเตเมีย

ทางเข้าหลักของโบสถ์เป็นประตูไม้ขนาดใหญ่ที่นำพาผู้เข้าชมเข้าไปสู่ในลานของอาคาร

ทางเข้าลาน / ภาพ: วิกิพีเดีย

เมื่อเข้าไปในลานก็จะพบกับห้อง 2 ห้อง ที่ห้องหนึ่งเคยใช้เป็นสำนักงานบริหาร ซึ่งช่วยให้ชาวอาร์เมเนียดำเนินการเอกสารของตน

หอระฆังขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในลานโบสถ์และตั้งอยู่เหนือหลุมฝังศพของชาวคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์และโปรเตสแตนต์ซึ่งถูกฝังอยู่ตามแนวกำแพงก่อนถึงทางเข้า

ทางเข้ามหาวิหาร / ภาพ: วิกิพีเดีย

หอระฆังนี้สร้างขึ้น 38 ปีหลังจากมีตัวอาคารหลัก หอระฆังนำไปสู่ตัวมหาวิหาร

ด้านขวาของหอระฆังมีจารึกสีฟ้าขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยศิลาตรึงกางเขน ศิลาเหล่านี้ได้รับการเก็บรวบรวมจากโบสถ์ที่สลักหักพังในเขตจอลฟา

ในบริเวณที่ถูกยกขึ้นสูงทางด้านซ้ายเป็นอนุสาวรีย์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงผู้ตกเป็นเหยื่อการสังหารหมู่โดยชาวเติร์ก ทุกๆ ปีในวันที่ 23 เมษายน ชาวอาร์เมเนียจะมาร่วมรำลึกโดยจุดเทียนเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิตของพวกเขา