บทบาทนักศึกษากลุ่ม “สลาตัน” ยุค 14 ตุลา 16 (ตอนที่ 1)

1605

คำว่า “กลุ่มสลาตัน” เป็นชื่อที่สื่อมวลชนช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เรียกขานนักศึกษาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่จังหวัด นราธิวาส ปัตตานี และ ยะลา ที่ศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาต่างฯในกรุงเทพฯซึ่งชื่อเต็มของนักศึกษากลุ่ม นี้ คือ ชุมนุมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิมสลาตัน แกนนำหลักของนักศึกษากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ได้รับสิทธิพิเศษและทุนการศึกษาตามโครงการของกระทรวงมหาดไทย เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยวิธีสอบคัดเลือกของแต่ละจังหวัด ซึ่งนักเรียนต้องมีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้นๆ เป็นนโยบายสมัย จอมพล “ถนอม กิตติขจร” เป็นนายกรัฐมนตรี และ “จอมพล ประภาส จารุเสถียร” เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

โครงการสิทธิพิเศษเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของกระทรวงมหาดไทยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น เนื่องจากมีกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนหลายกลุ่มก่อเหตุการณ์รุนแรงอยู่เป็นประจำ เช่น จับคนเรียกค่าไถ่ ลอบวางเพลิงโรงเรียน ลอบซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฯ การก่อเหตุร้ายต่างๆ มีผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่ ทำให้รัฐบาลสมัยนั้นเรียกคนกลุ่มนี้ว่า ขบวนการโจรก่อการร้าย หรือเรียกชื่อย่อว่า ขจก. แม้ว่ารัฐบาลสมัยนั้นจะเป็นรัฐบาลเผด็จการ แต่ยังมีหลักคิดอยู่ว่าการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องแก้ด้วยคนในพื้นที่อาศัยมิติทางกางการเมืองการปกครอง ดังที่ จอมพล ประภาส จารุเสถยร กล่าวคำให้โอวาทกับนักศึกษารุ่นแรกของโครงการปี 2514 ณ ห้องประชุมกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผู้เขียนร่วมฟังอยู่ด้วย ความว่า ” ที่ฉันเลือกให้พวกเธอเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับสูงต่างๆนี้ เพื่อให้พวกเธอจบการศึกษาแล้ว กลับไปปกครองพวกเธอกันเอง ”

ในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงของประเทศไทยสมัยนั้น แต่ละสถาบันมีชมรมนักศึกษามุสลิมอยู่แล้ว แต่บทบาทที่มีต่อสังคงคมภายนอกยังไม่เป็นที่ประจักษ์นัก บทบาทส่วนใหญ่ของนักศึกษามุสลิมกลับเป็นของ สมาคมนิสิตนักศึกษไทยมุสลิมแห่งประเทศไทย มีสำนักงานอาศัยอยู่ใน สมาคมสหายมุสลิม ตั้งอยู่ ถนนสุโขทัย เขตพระนคร กทม. อันเป็นศูนย์รวมของชมรมนักศึกษมุสลิมสถาบันต่างๆ บทบาทอันโดดเด่นของสมาคมแห่งนี้ ได้แก่ กิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาชนบทในจังหวัดภาคใต้ส่วนใหญ่ที่เป็นชุมชนหมู่บ้าน มุสลิมที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญ เช่น ขาดแคลนโรงเรียน ไฟฟ้า บ่อน้ำบาดาล สะพาน ถนนหนทาง เยาวชนขาดความรู้และเข้าใจการรวมกลุ่มที่จะรับใช้สังคม ฯ สมาคมฯจึงได้รับสมัครนักศึกษามุสลิมตามชมรมฯในสถาบันการศึกษต่างๆเพื่อเป็น ชาวค่ายในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน งานค่ายอาสาพัฒนาเป็นความรู้นอกตำราเรียน ใครก็ตามถ้าได้ผ่านงานค่ายฯของสมาคมฯตลอดระยะเวลา 30 วัน แล้ว ผู้นั้นจะได้รับการฝึกฝนเป็น “ผู้นำ” และ “ผู้ตาม” ที่ดี เมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปทำงานสู่สังคมภายนอกแล้ว มักจะประสบผลสำเร็จในอาชีพการงานมีอนาคตอัดสดใสเกือบทุกคน

ผู้เขียนได้สมัครเป็นสมาชิกชาวค่ายฯของสมาคมฯ ในปี 2515 คือ ค่ายฯ บ้านบาโงมาแย ต.สากอ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ในค่ายฯแห่งนี้ได้รู้จักกับ นายชูศักดิ์ มณีชยางกูร หรือ เซ็ง บ้านทอน เป็นนักศึกษารุ่นพี่เรียนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากการที่ได้ทำงานร่วมทุกษ์ ร่วมสุข สนุกสนานด้วยกันนับเป็นแรมเดือนในฐานะชาวค่ายฯ ทำให้เกิดความคิดว่า จะทำอย่างไรให้นักศึกษามุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ศึกษาในกรุงเทพฯได้มีโอกาสร่วมงานค่ายฯของสมาคมใน ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนมากขึ้น

หลังจากเสร็จงานค่ายฯบ้านบาโงมาแยแล้ว มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมงานค่ายฯในปีต่อไป ผู้เขียนได้เป็นกรรมการเตรียมงานค่ายฯกับเขาด้วยคนหนึ่ง แม้ได้ทำกิจกรรมและประชุมหารือเตรียมงานค่ายฯที่สมาคมนักศึกษามุสลิมบ่อยๆ แต่ก็ไม่ค่อยได้พบเห็นนักศึกษาที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาร่วมงานกับสมาคมเท่าใดนัก ทั้งๆที่สมาคมแห่งนี้คนที่มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งเพื่อเป็นศูนย์รวมของ นักศึกษามุสลิมที่จะทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมได้แก่ นายสุพจน์ พันธ์พฤษเมธา เป็นชาวโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเป็นปัญญาชนมุสลิมรุ่นบุกเบิกทำกิจกรรมงานค่ายอาสาพัฒนาจนมีชื่อเสียง เป็นที่กล่าวขวัญในสังคมไทย แต่เขาได้เสียชีวิตอย่างปริศนา ถูกประทุษร้ายโดยคนร้ายที่ไม่รู้ว่าเป็นใครใช้ไม้เป็นอาวุธทุบตีจนเสียชีวิต แต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า เป็นแผนเด็ดยอดไม้ที่กำลังโตวันโตคืนในสังคมมุสลิมของผู้มีอำนาจในสมัยนั้น

แม้นว่าจะพบปะกับนักศึกษาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงไม่กี่คน เราก็ได้ปรารภแลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในสมัยนั้น นอกจากปัญหาทางด้านการศึกษาที่รัฐบาลยังบริการไม่ทั่วถึง ทำให้เด็กวัยรุ่นตามชนบทขาดโอกาสทางการศึกษา และความล้าหลังด้านการพัฒนาแทบทุกด้านแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องประชาชนไม่ได้รับความธรรมจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า หน้าที่รัฐ มีการละเมิด