กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เปิดฉากยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดน เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อเกาะลารัก ทางตอนใต้ของอิหร่าน
IRGC ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีชื่อว่า “Punishment of the Aggressor” หรือ “การลงโทษผู้รุกราน” โดยมุ่งเป้าไปยังฐานทัพ คิงฮุสเซน และ อัลอัซรัก ซึ่งเป็นฐานที่รองรับกำลังพลสหรัฐฯ ในจอร์แดน พร้อมอ้างว่าได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิค โรงซ่อมบำรุง และพื้นที่ประจำการของเครื่องบินข้าศึก สร้างความเสียหายอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม จอร์แดนยืนยันว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดขีปนาวุธ 8 ลูกที่ล่วงล้ำเข้ามาในน่านฟ้าได้สำเร็จ และไม่มีความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บที่ฐานทัพทั้งสองแห่ง
สหรัฐฯ ชี้โจมตีลารักเพื่อหยุดการวางทุ่นระเบิด
ก่อนหน้านี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงว่า การโจมตีเกาะลารักเป็น “ปฏิบัติการจำกัดและแม่นยำ” เพื่อทำลายหน่วยวางทุ่นระเบิดของ IRGC ซึ่งกำลังสร้าง “ภัยคุกคามใกล้จะเกิดขึ้น” ต่อการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
CENTCOM ระบุว่า สหรัฐฯ โจมตีแท่นยิงของ IRGC จำนวน 2 จุด เพราะเชื่อว่ากำลังเตรียมปล่อยทุ่นระเบิดลงสู่เส้นทางเดินเรือ พร้อมยืนยันว่า การปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์และเสรีภาพของการค้าระหว่างประเทศ
สหรัฐฯ ยังปฏิเสธคำกล่าวของอิหร่านที่เรียกการโจมตีว่าเป็น “การรุกราน” โดยระบุว่า “อิหร่านเป็นฝ่ายสร้างภัยคุกคาม และกองทัพสหรัฐฯ เป็นฝ่ายกำจัดภัยนั้น”
อิหร่านโต้ “ทุกการโจมตีจะถูกตอบกลับรุนแรงกว่าเดิม”
IRGC แถลงว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ที่เกาะลารักทำให้ทหารและพลเรือนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง แม้จะไม่เปิดเผยตัวเลข พร้อมประกาศว่า
“การรุกรานและอาชญากรรมจะไม่สามารถทำลายการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของสาธารณรัฐอิสลามได้ และทุกการโจมตีจะได้รับการตอบโต้ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม”
การปะทะครั้งนี้นับเป็นการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงครั้งแรกระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม และเกิดขึ้นในช่วงที่สงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านดำเนินเข้าสู่เดือนที่ 7
จอร์แดนอยู่แนวหน้าของความขัดแย้ง
นักวิเคราะห์ของ Al Jazeera ระบุว่า จอร์แดนกลายเป็น “แนวหน้า” ของสงครามมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของกำลังพลสหรัฐฯ ราว 4,000 นาย พร้อมโดรน เครื่องบินขับไล่ และระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต
ฐานทัพ อัลอัซรัก และ คิงฮุสเซน ถูกใช้เป็นฐานทดแทนพื้นที่ในอ่าวเปอร์เซียที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ทำให้จอร์แดนได้รับประโยชน์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ แต่ก็กลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีซ้ำหลายครั้งในสงครามครั้งนี้
ราคาน้ำมันพุ่งทันที
ความตึงเครียดรอบใหม่ส่งผลต่อตลาดพลังงานทันที โดยน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้น 1.23% แตะ 89.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI เพิ่มขึ้น 1.10% อยู่ที่ 84.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นักวิเคราะห์ของ IG ระบุว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ “ระยะยกระดับความขัดแย้ง” อีกครั้ง และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะกินเวลานานเพียงไม่กี่วันหรือหลายสัปดาห์








